วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554
รถโดยสารผี
เม็ดฝนที่สาดกระหน่ำลงมา ทำเอาคนที่เลิกงานในช่วงนั้นต่างใจคอไม่ดี เพราะส่วนใหญ่ไม่มีพาหนะส่วนตัว ต้องอาศัยรถโดยสารประจำทางหรือรถรับจ้างกลับที่พัก สาวใหญ่ได้ชายคาตึกแถวเป็นที่หลบฝน พร้อมกับชะเง้อมองดูรถโดยสารประจำทางที่ผ่านมาแต่ละคัน ว่าใช่สายที่ตัวเองต้องการจะขึ้นหรือเปล่า
ปกติแล้วรถประจำทางที่หล่อนต้องการจะขึ้นนั้น นานๆจะมีผ่านมาสักคัน เมื่อเจอฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างนี้ก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจยิ่งขึ้น เพราะบางครั้งวิ่งออกจากชายคาตึกไปโบกมือไม่ทัน ผู้โดยสารที่เคยมีนับสิบก็ทยอยขึ้นรถโดยสารประจำทางกันเกือบจะหมดแล้ว จนกระทั่งเหลือหล่อนกับผู้หญิงอีกคนที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก สาวใหญ่ออกอาการหวาดหวั่นไปต่างๆ นานาโดยเฉพาะอันตรายที่จะมาถึงอย่างไม่รู้ตัว การยืนอยู่ตัวคนเดียวคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ และถ้ามีเพื่อนคุยในระหว่างที่รอรถก็คงจะดีไม่น้อย
หล่อนเดินไปหาผู้หญิงคนนั้นแล้วทักทายขึ้นก่อน "สวัสดีค่ะ เห็นคุณยืนรอรถอยู่นานพอกับฉัน เออ...ไม่ทราบว่ารอรถสายอะไรหรือคะ" ผู้หญิงคนนั้นขยับตัวนิดๆ พร้อมกับกลิ่นเหม็นอับที่โชยออกจากตัว
"สวัสดีค่ะ" สาวใหญ่ตีหน้าเจื่อนตั้งท่าจะถอยกลับ เพราะได้กลิ่นฉุนเข้าจมูกเหมือนผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เจอน้ำมาเป็นปี การแต่งเนื้อแต่งตัวก็ดูดี แต่ทำไมกลิ่นถึงได้เหม็นอับอย่างนี้ เป็นเรื่องที่สาวใหญ่ต้องคิด แต่เมื่อได้มาแล้วจะถอยกลับก็กะไรอยู่ เพราะถึงยังไงมีเพื่อนก็ยังดีกว่าหนีไปยืนอยู่ตัวคนเดียว
"รอรถสายอะไรหรอคะ" หล่อนถามอีก
"สาย 7 ค่ะ" ผู้หญิงคนนั้นตอบเสียงแปร่งๆ
สาวใหญ่ทำหน้างุนงง เพราะรถโดยสารประจำทางสาย 7 ไม่ได้วิ่งผ่านมาทางนี้
"เออ ฉันว่าคุณคงมาผิดป้ายกระมังคะ" เธอถามออกไป
"ไม่ผิดหรอก คุณหรือเปล่าที่มารอผิดป้าย" ผู้หญิงคนนั้นแย้ง
สาวใหญ่ทำหน้างง เพราะป้ายนี้เป็นป้ายประจำที่ต้องมายืนรอรถเดินทางกลับบ้านเป็นไปไม่ได้ที่ จะหลงป้ายเหมือนผู้หญิงคนนั้นว่า "ไม่หรอกค่ะ ฉันเลิกงานก็มารอรถที่นี่ทุกวันค่ะ" หล่อนยืนยันว่ามาไม่ผิดป้ายอย่างแน่นอน
จากนั้นก็ออกอาการหลุกหลิกเหมือนได้กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ จนอีกฝ่ายสังเกตแล้วถามขึ้น "ได้กลิ่นอะไรเหรอคะ"
"เอ่อ..." สาวใหญ่ตะกุกตะกัก ก่อนจะรีบเปิดยิ้มเพื่อไม่ให้เสียมารยาท "ฉันไม่ได้กลิ่นอะไรเลยค่ะ" สาวใหญ่รีบออกตัว จากนั้นก็ตั้งคำถามในใจก่อนตอบขึ้น "คุณมั่นใจนะคะว่ามารอรถไม่ผิดที่ ฉันใช้เส้นทางนี้มา 10 กว่าปี ฉันไม่เห็นมีรถสาย 7 สักคันและไม่ใช่เส้นทางนี้ด้วยค่ะ"
"ไม่ผิดหรอกค่ะ และฉันก็ขึ้นประจำด้วยค่ะ" เธอตอบกลับมา
"เออ...คุณทำงานแถวนี้หรอคะ" สาวใหญ่ถาม
"ไม่เคยเห็นฉันเหรอ จริงสิ...คนกรุงเทพ ก็อย่างนี้แหละ เห็นกันทุกวี่ทุกวันก็ต่างคนต่างอยู่ไม่่ค่อยทักทายกันหรอก" ผู้หญิงคนนั้นว่าไปทางอื่น
"ฉันก็มารอที่ป้ายนี้เป็นประจำ แต่ฉันไม่เคยเห็นคุณมาก่อน" หล่อนตั้งข้อสังเกต
แม้ฝนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรงแต่กลิ่นเหม็นอับก็ยังตลบอบอวลอยู่ไม่จางหาย สาวใหญ่เองก็ไม่กล้าแสดงกิริยาอาการอะไรมากนัก ได้แต่เก็บความสงสัยว่า มันเป็นกลิ่นอะไรกันแน่
"แต่ฉันเห็นคุณบ่อยค่ะ" ผู้หญิงคนนั้นว่าขึ้น
"จริงหรอคะ แปลกมากค่ะ" เธอแปลกใจจริงๆ
"คุณคงไม่สังเกตเอง แต่อย่าสงสัยเลยค่ะ เพราะป้ายนี้มีคนรอรถโดยสารกันเยอะ และเราคงอยู่กันคนละมุมก็ได้ค่ะ แต่ฉันเห็นคุณจริงๆนะคะ" เธอว่าดังนั้น
สาวใหญ่ออกอาการหนาวสั่นนิดๆ เพราะละอองฝนที่โปรยมาโดน แม้จะมีรถโดยสารประจำทางผ่านมาหลายคัน แต่ก็ไม่มีสายที่ตัวเองต้องการจะขึ้นผ่านมาสักคัน "เอ...ทุกคืนไม่เคยรอนานอย่างนี้มาก่อน ชนกันหรือเปล่าก็ไม่รู้" สาวใหญ่โพล่งขึ้น
"เหรอคะ" "แย่จัง ตกตอนไหนไม่ตกดันมาตกเอาตอนเลิกงาน" "เดี๋ยวก็หยุดแล้ว" ผู้หญิงคนนั้นว่า
"คุณรู้ได้ไง เล่นเทกระหน่ำอย่างนี้ไม่หยุดง่ายๆหรอกค่ะ" สาวใหญ่ถามออกไปตามที่คิด
"โอ๊ะ...สงสัยว่าสาย 7 กำลังจะมาแล้วล่ะค่ะ คุณรอรถคนเดียวคงเหงาแย่ ยังไง...ขอตัวก่อนนะคะ หวังว่าเราคงได้เจอกันอีกนะคะ" ผู้หญิงคนนั้นว่าจบก็้เดินฝ่าฝนออกไปที่ป้ายรถเมล์
เม็ดฝนที่เคยสาดกระหน่ำลดความรุนแรงเหลือแค่พรำๆ เท่านั้น จนสาวใหญ่เองไม่อยากจะเชื่อ แม้แต่กลิ่นเหม็นอับก็จางไปด้วยเช่นกัน "โชคดีค่ะ" หล่อนร้องบอกผู้หญิงคนนั้น
สักพักก็เห็นรถประจำทางสาย 7 แล่นมาอย่างช้าๆ จนสาวใหญ่เองคิดว่าคนขับมาผิดเส้นทางหรือเปล่า บนรถนั้นมีผู้โดยสารเต็มไปหมด แออัดยัดเยียดจนแทบไม่มีที่ว่างให้ขึ้นไปได้อีกแล้ว สาวใหญ่จ้องตาไม่กะพริบ เพราะคนที่แออัดยัดเยียดกันอยู่บนรถโดยสารคันนั้นดูแปลกๆ
"ฉันไปก่อนนะคะ" หญิงคนนั้นหันมาบอก ก่อนจะเดินขึ้นไปเบียดกับผู้โดยสารคนอื่นๆ รถประจำทางคันนั้นยังไม่เคลื่อนออกจากป้าย ในขณะที่สาวใหญ่นั้นยืนตัวแข็งทื่อสายตาจดจ้องด้วยความสงสัย ไม่ใช่เพียงแต่ในรถเท่านั้น แม้แต่บนหลังคาก็มีผู้โดยสารเต็มไปหมด แต่ละคนเหมือนหุ่นตุ๊กตาแข็งทื่อ สาวใหญ่ได้แต่จ้องตาค้างจนกระทั่งรถโดยสารสาย 7 คันนั้นเคลื่อนออกจากป้ายอย่างช้าๆ
ทันใดนั้นเอง ใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นก็โผล่ทะลุออกมานอกกระจกหน้าต่างพร้อมกับมือที่โบกให้ สาวใหญ่ขนลุกขนชันก่อนจะสะบั้นเย็นยะเยือกไปทั่วขุมขน สายตาก็จ้องมองรถโดยสารคันนั้นตาไม่กะพริบ ใบหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวที่โผล่ทะลุออกมา พร้อมกับมือที่โบกให้นั้นยังคงอยู่ในสายตาของสาวใหญ่ จนกระทั่งรถโดยสารประจำทางคันนั้นหายลับตาไป พร้อมๆกับรถโดยสารประจำทางอีกคันแล่นเข้ามาเทียบจอด
"สาย 7 ค่ะ" ผู้หญิงคนนั้นตอบเสียงแปร่งๆ
สาวใหญ่ทำหน้างุนงง เพราะรถโดยสารประจำทางสาย 7 ไม่ได้วิ่งผ่านมาทางนี้
"เออ ฉันว่าคุณคงมาผิดป้ายกระมังคะ" เธอถามออกไป
"ไม่ผิดหรอก คุณหรือเปล่าที่มารอผิดป้าย" ผู้หญิงคนนั้นแย้ง
สาวใหญ่ทำหน้างง เพราะป้ายนี้เป็นป้ายประจำที่ต้องมายืนรอรถเดินทางกลับบ้านเป็นไปไม่ได้ที่ จะหลงป้ายเหมือนผู้หญิงคนนั้นว่า "ไม่หรอกค่ะ ฉันเลิกงานก็มารอรถที่นี่ทุกวันค่ะ" หล่อนยืนยันว่ามาไม่ผิดป้ายอย่างแน่นอน
จากนั้นก็ออกอาการหลุกหลิกเหมือนได้กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ จนอีกฝ่ายสังเกตแล้วถามขึ้น "ได้กลิ่นอะไรเหรอคะ"
"เอ่อ..." สาวใหญ่ตะกุกตะกัก ก่อนจะรีบเปิดยิ้มเพื่อไม่ให้เสียมารยาท "ฉันไม่ได้กลิ่นอะไรเลยค่ะ" สาวใหญ่รีบออกตัว จากนั้นก็ตั้งคำถามในใจก่อนตอบขึ้น "คุณมั่นใจนะคะว่ามารอรถไม่ผิดที่ ฉันใช้เส้นทางนี้มา 10 กว่าปี ฉันไม่เห็นมีรถสาย 7 สักคันและไม่ใช่เส้นทางนี้ด้วยค่ะ"
"ไม่ผิดหรอกค่ะ และฉันก็ขึ้นประจำด้วยค่ะ" เธอตอบกลับมา
"เออ...คุณทำงานแถวนี้หรอคะ" สาวใหญ่ถาม
"ไม่เคยเห็นฉันเหรอ จริงสิ...คนกรุงเทพ ก็อย่างนี้แหละ เห็นกันทุกวี่ทุกวันก็ต่างคนต่างอยู่ไม่่ค่อยทักทายกันหรอก" ผู้หญิงคนนั้นว่าไปทางอื่น
"ฉันก็มารอที่ป้ายนี้เป็นประจำ แต่ฉันไม่เคยเห็นคุณมาก่อน" หล่อนตั้งข้อสังเกต
แม้ฝนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรงแต่กลิ่นเหม็นอับก็ยังตลบอบอวลอยู่ไม่จางหาย สาวใหญ่เองก็ไม่กล้าแสดงกิริยาอาการอะไรมากนัก ได้แต่เก็บความสงสัยว่า มันเป็นกลิ่นอะไรกันแน่
"แต่ฉันเห็นคุณบ่อยค่ะ" ผู้หญิงคนนั้นว่าขึ้น
"จริงหรอคะ แปลกมากค่ะ" เธอแปลกใจจริงๆ
"คุณคงไม่สังเกตเอง แต่อย่าสงสัยเลยค่ะ เพราะป้ายนี้มีคนรอรถโดยสารกันเยอะ และเราคงอยู่กันคนละมุมก็ได้ค่ะ แต่ฉันเห็นคุณจริงๆนะคะ" เธอว่าดังนั้น
สาวใหญ่ออกอาการหนาวสั่นนิดๆ เพราะละอองฝนที่โปรยมาโดน แม้จะมีรถโดยสารประจำทางผ่านมาหลายคัน แต่ก็ไม่มีสายที่ตัวเองต้องการจะขึ้นผ่านมาสักคัน "เอ...ทุกคืนไม่เคยรอนานอย่างนี้มาก่อน ชนกันหรือเปล่าก็ไม่รู้" สาวใหญ่โพล่งขึ้น
"เหรอคะ" "แย่จัง ตกตอนไหนไม่ตกดันมาตกเอาตอนเลิกงาน" "เดี๋ยวก็หยุดแล้ว" ผู้หญิงคนนั้นว่า
"คุณรู้ได้ไง เล่นเทกระหน่ำอย่างนี้ไม่หยุดง่ายๆหรอกค่ะ" สาวใหญ่ถามออกไปตามที่คิด
"โอ๊ะ...สงสัยว่าสาย 7 กำลังจะมาแล้วล่ะค่ะ คุณรอรถคนเดียวคงเหงาแย่ ยังไง...ขอตัวก่อนนะคะ หวังว่าเราคงได้เจอกันอีกนะคะ" ผู้หญิงคนนั้นว่าจบก็้เดินฝ่าฝนออกไปที่ป้ายรถเมล์
เม็ดฝนที่เคยสาดกระหน่ำลดความรุนแรงเหลือแค่พรำๆ เท่านั้น จนสาวใหญ่เองไม่อยากจะเชื่อ แม้แต่กลิ่นเหม็นอับก็จางไปด้วยเช่นกัน "โชคดีค่ะ" หล่อนร้องบอกผู้หญิงคนนั้น
สักพักก็เห็นรถประจำทางสาย 7 แล่นมาอย่างช้าๆ จนสาวใหญ่เองคิดว่าคนขับมาผิดเส้นทางหรือเปล่า บนรถนั้นมีผู้โดยสารเต็มไปหมด แออัดยัดเยียดจนแทบไม่มีที่ว่างให้ขึ้นไปได้อีกแล้ว สาวใหญ่จ้องตาไม่กะพริบ เพราะคนที่แออัดยัดเยียดกันอยู่บนรถโดยสารคันนั้นดูแปลกๆ
"ฉันไปก่อนนะคะ" หญิงคนนั้นหันมาบอก ก่อนจะเดินขึ้นไปเบียดกับผู้โดยสารคนอื่นๆ รถประจำทางคันนั้นยังไม่เคลื่อนออกจากป้าย ในขณะที่สาวใหญ่นั้นยืนตัวแข็งทื่อสายตาจดจ้องด้วยความสงสัย ไม่ใช่เพียงแต่ในรถเท่านั้น แม้แต่บนหลังคาก็มีผู้โดยสารเต็มไปหมด แต่ละคนเหมือนหุ่นตุ๊กตาแข็งทื่อ สาวใหญ่ได้แต่จ้องตาค้างจนกระทั่งรถโดยสารสาย 7 คันนั้นเคลื่อนออกจากป้ายอย่างช้าๆ
ทันใดนั้นเอง ใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นก็โผล่ทะลุออกมานอกกระจกหน้าต่างพร้อมกับมือที่โบกให้ สาวใหญ่ขนลุกขนชันก่อนจะสะบั้นเย็นยะเยือกไปทั่วขุมขน สายตาก็จ้องมองรถโดยสารคันนั้นตาไม่กะพริบ ใบหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวที่โผล่ทะลุออกมา พร้อมกับมือที่โบกให้นั้นยังคงอยู่ในสายตาของสาวใหญ่ จนกระทั่งรถโดยสารประจำทางคันนั้นหายลับตาไป พร้อมๆกับรถโดยสารประจำทางอีกคันแล่นเข้ามาเทียบจอด
แต่สาวใหญ่ยังไม่ทันได้ก้าวขึ้นบันใดก็มีอันล้มฮวบลงเสียก่อน จนผู้โดยสารกรูกันลงมาปฐมพยาบาลกันวุ่นวาย แม้แต่ตอนที่หมดสตินั้นสาวใหญ่ก็ยังมองเห็นใบหน้าและมือของผู้หญิงคนนั้น แม้ก่อนหน้านั้นรถโดยสารคันดังกล่าวจะหายลับตาไปแล้วก็ตาม
เป็นเรื่องจริงค่ะ ที่เกิดขึ้นกับตัวของเพื่อนสาวดิฉันเอง แต่ตัวแสดงได้แต่งขึ้นเอาค่ะ ไม่เชื่อโปรดอย่าลบหลู่
เป็นเรื่องจริงค่ะ ที่เกิดขึ้นกับตัวของเพื่อนสาวดิฉันเอง แต่ตัวแสดงได้แต่งขึ้นเอาค่ะ ไม่เชื่อโปรดอย่าลบหลู่
วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554
ท้าพิสูจน์คลิปมนุษย์ต่างดาว!!!
เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจไม่น้อยบนเน็ตในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา เมื่อมีตากล้องมือดีถ่าย
วิดีโอคลิปมนุษย์ต่างดาวได้ โดยมันโผล่ขึ้นมาที่หน้าต่างถึง 4 ครั้ง ซึ่ง jeff Peckman
ผู้เชี่ยวชาญเรื่องมนุษย์ต่างดาวที่เดนเวอร์ เชื่อว่า คลิปดังกล่าวเป็นของจริงๆ ไม่ได้เป็น
การตกแต่งวิดีโอแต่อย่างใด
แต่ซีว่า คลิปที่ถ่ายออกมา ดูแล้วไม่ค่อยชัดสักเท่าไร ยังไงก็อยากให้เพื่อนๆ ได้ลอง
พิสูจน์ด้วยสายตาตนเองดีกว่า ว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือ เจ้ามนุษย์ต่างดาวมีดวงตาที่โต๊โต
หรือแค่เรื่องแหกตาเท่านั้น
ที่มา : dailygizmo.tv
____________________
เครดิต :
________________________________
มนุษย์ต่างดาว จี้ยานอวกาศ
ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัตถุบินลึกลับอ้าง ยานอวกาศวอยเอเจอร์ของนาซาถูกมนุษย์ต่างดาวจี้ยึดเอาไป แล้วใช้เป็นฐานส่งสัญญาณสื่อสารมายังโลก
วอยเอเจอร์ 2 ยานสำรวจไร้คนขับที่ออกสู่อวกาศตั้งแต่ปี 2520 ได้ส่งข้อความแปลก ๆ กลับมายังโลก สร้างความมึนงงแก่นักวิทยาศาสตร์โดยถ้วนหน้า
นักวิชาการชาวเยอรมัน ฮาร์ตวิก เฮาส์ดอร์ฟ เชื่อว่า นั่นเป็นเพราะมนุษย์ต่างดาวได้เข้ายึดวอยเอเจอร์ 2 ไปเรียบร้อยแล้ว
วอยเอเจอร์ 2 ได้ส่งข้อมูลกลับมาให้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษากันตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่เมื่อวันที่ 22 เมษายนของปีนี้ ข้อมูลได้ผิดเพี้ยนไปอย่างปุบปับ
นา ซาชี้แจงว่า ซอฟต์แวร์ที่ใช้ควบคุมระบบการบินเกิดปัญหา แต่นายเฮาส์ดอร์ฟเชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาว เพราะส่วนอื่น ๆ ของยานดูจะยังทำงานได้ตามปกติ
เขาบอกกับหนังสือพิมพ์ไบลด์ในเยอรมนีว่า "ดูเหมือนมีใครไปตั้งโปรแกรมใหม่ หรือได้ยึดเอายานไป"
วอยเอเจอร์ 2 มีแผ่นดิสก์ซึ่งบรรจุคำทักทาย 55 ภาษา เผื่อว่ายานจะไปเจอกับสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญา
ดร.เอ็ดเวิร์ด สโตน นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการ บอกว่า แผ่นดิสก์นี้เปรียบเสมือนแคปซูลเวลา มีไว้สื่อสารเรื่องราวเกี่ยวกับโลกของเราให้มนุษย์ต่างดาวได้รับรู้ มีทั้งภาพและเสียงที่แสดงถึงชีวิตและวัฒนธรรมอันหลากหลายบนโลกของเรา
ที่มา : ไทยโพสต์
____________________
เครดิต :
________________________________
“แชมป์” ยันไม่ได้ตั้งกระทู้อวยตัวเอง สันนิษฐานข่าวด้านลบน่าจะเกิดจากออกมาแฉวงการกีฬา
“แชมป์ พีรพล” ออกโรงเคลียร์ ยันไม่ได้ตั้งกระทู้อวยตัวเอง อ้างทีมงานนำล็อกอินตนไปใช้ตั้งกระทู้เพื่อเผยแพร่สกู๊ปข่าวที่แฉวงการกีฬา สันนิษฐานข่าวด้านลบน่าจะเกิดจากการที่ออกมาแฉวงการกีฬา ขอโทษชาวพันทิปที่ทำให้สับสน ไม่ท้อใจที่โดนถล่มในอินเทอร์เน็ต บอกเหตุการณ์นี้จะทำให้แข็งแกร่งรัดกุมในการทำงาน และก่อนลงเล่นการเมืองในอนาคต
กลายเป็นเรื่องขึ้นมาจนได้เมื่อมีคนเข้าไปตั้งกระทู้ในเว็ปพันทิป โดยผู้โพสต์ที่ใช้ชื่อว่า "The Guardian" โต๊ะ "ศุภชลาศัย" ในวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ในหัวข้อ "ขอโหวตให้กำลังใจ "แชมป์ ช่อง 3" คุณแมน คุณกล้า คุณคือคนที่จะพลิกวงการกีฬาไทย!" (คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.pantip.com/cafe/supachalasai/topic/S10531519/S10531519.html) พร้อมเนื้อหาชื่นชมการทำหน้าที่พิธีกรจากช่อง 3 "แชมป์ พีระพล เอื้ออารียกุล" จากรายการ "ช็อตเด็ดกีฬาแชมป์" เทปสัมภาษณ์ "โจ้ สืบศักดิ์" นักตะกร้อชื่อดังกรณีความไม่ชอบธรรมของสมาคมฯ และหลังจากนั้นก็มีคนเข้ามาตอบกระทู้และขุดคุ้ยว่า น่าจะเป็นแชมป์ที่เข้ามาอวยตัวเอง เพราะผู้โพสต์ใช้ล็อกอินของแชมป์
สอบถามไปยังแชมป์เจ้าตัวได้ยอมรับว่า เป็นล็อกอินของตัวเองจริงแต่เป็นการตั้งกระทู้โดยทีมงาน และขออภัยพี่น้องพันทิปในความสับสน พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยว่า ข่าวในด้านลบของตัวเองที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดจากการทำข่าวเปิดโปงวงการกีฬาในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา
“สำหรับเรื่องนี้ก็สั้นๆ ง่ายๆ นะครับ ผมต้องการสื่อสารกับแฟนๆ อย่างตรงไปตรงมา แต่ถ้าเป็นเซเลบริตี้เขาก็มักจะใช้นามแฝง แต่ของผมจะใช้ชื่อจริงเป็นแชมป์ช่อง 3 แต่ว่าผมไม่ได้มีเวลามาตอบทุกครั้งไปแต่บางครั้งเด็กฝึกงานหรือทีมงาน แม้กระทั่งแฟนคลับผมก็สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ (ใช้ล็อกอินเดียวกัน) ใช่ครับ”
“แต่โดยปกติแล้วถ้าผมเข้ามาเขียนเองก็จะมีการเขียนว่าแชมป์ พีรพล เอื้ออารียกุลอยู่แล้ว และก็คิดว่าสัปดาห์ที่แล้วในรายการของผมคงจะเล่นเรื่องวงการกีฬาไทยได้โดนใจหลายๆ คน ทางทีมงานเองเขาก็คงอยากจะให้คนได้เข้ามาดูกันเยอะๆ ก็เลยมีการเขียนเชียร์กันเข้าไป สุดท้ายผมก็เลยต้องเข้าไปตอบในกระทู้ว่า มันเป็นแอคเคาท์ของผมจริง แต่เรื่องอวยหรือไม่อวยนี่คือ ผมอยากจะบอกว่า ถ้าเกิดคนใกล้ตัวของผมเขียนด่าโดยใช้ล็อกอินผมมันก็คงจะออกมาฮากว่านี้อีก”
“ซึ่งผมก็คิดว่า เนื่องจากตัวสกู๊ปที่ผมทำเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มันเป็นเรื่องของกีฬาที่ไม่เคยมีใครนำเสนอมาก่อน เราทำเรื่องกีฬาไทยวงการตะกร้อกับฟุตบอลไทย ฟีดแบ็คมันค่อนข้างเป็นไปในแง่บวกเยอะ หลายๆ คนบอกว่า วงการกีฬาไม่เคยมีใครเล่นข่าวแบบนี้มาก่อน”
“พอมันเป็นแบบนี้เสร็จปุ๊บ ผมก็รู้สึกว่าประชาชนหลายๆ คนคงอยากจะถามคำถามมีคำถามอยู่ในใจเยอะ ช่วงที่ข่าวกระทู้ในพันทิปนี้มันออกมาแรงๆ ก็ดันไปประจวบเหมาะกับสกู๊ปที่ผมทำออกมาพอดี ฉะนั้นผมก็เลยรู้สึกว่า เรื่องกระทู้มันเป็นเรื่องที่เล็กมากเลยทีเดียว ผมรู้สึกว่าผมคงไม่สามารถสร้างกระแสจากพันทิปได้หรอกครับ เพราะพันทิปคอมเมนท์ผมก็เข้าไปอ่านทุกวันแหละครับ คอมเมนท์เขามีเป็นร้อยแต่ผมทำทีวีมันมีเป็นล้าน ฉะนั้นถ้าผมจะสร้างกระแสผมไปสร้างในเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์ดีกว่า อย่างในทวิตเตอร์ผมมีคนตาม 3 หมื่นกว่าคนนะครับ”
“ฉะนั้นอย่าเอามาเป็นประเด็นเลยครับ คือผมน่ะรับได้น้องๆ ทีมงานเขาก็อาจจะอยากให้ประชาชนได้ดู เขาก็อาจจะเขียนชมหรืออะไรไปบ้างซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ดี ผมไม่ได้โกรธเขาเลยนะ เพราะคนเรารักกันมันก็ต้องชมกัน และผมเองก็เคยพูดว่า ผมอยากจะพลิกพันทิปด้วย พันทิปสมัยก่อนมีแต่เขียนด่าและก็ไม่เคยมีใครอยากให้ผมเข้าไป ผมรู้สึกว่า ถ้าผมจะเข้าไปสื่อสารกับพี่น้องประชาชนก็ต้องตรงและจริงใจ ผมก็เลยใช้ชื่อว่าแชมป์ช่อง 3 ซึ่งหลายคนบอกว่า บ้าหรือเปล่าใช้ชื่อจริงไปทำไม แต่ผมเขียนชื่อนามสกุลจริงลงไปทุกอย่างเพราะอยากจะตรงไปตรงมาที่สุด”
“พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาปุ๊บ ผมก็เข้าไปอธิบายในนั้นว่า ต่อจากนี้ไปผมจะต้องระมัดระวังมากขึ้น ถ้าเกิดจะมีทีมงานหรือคนที่เคยมาฝึกงานกับผมที่มีล็อกอิน ผมก็จะให้เขาใช้ได้แต่ต้องวงเล็บไว้ด้วยว่าทีมงาน แชมป์ช่อง 3 แฟนคลับหรืออะไรก็แล้วแต่”
“แต่อย่างไรก็ตามผมว่าประเด็นเหล่านี้มันเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับสกู๊ปที่ผมได้นำเสนอไปเมื่อช่วงอาทิตย์ที่แล้ว ผมไม่อยากให้ความสนใจมาอยู่ที่ตรงนี้ เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรกับวงการกีฬาและสังคม แต่ก็ทำให้ผมได้รู้ว่าต่อจากนี้ไปต้องทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น ผมก็ต้องขออภัยในเรื่องของความสับสนทุกอย่าง”
“แต่ผมอยากจะให้มาดูในเรื่องของประเด็นที่ทำไมข่าวมันถึงกระหน่ำมาในช่วงนี้ มันเกี่ยวกับอะไร เดี๋ยวผมจะส่งเฟซบุ๊ค ที่ผมทำสกู๊ปอาทิตย์ที่แล้วไปให้พี่ดู พี่ลองไปดูนะครับว่า ไอ้ตัวนี้มันจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับข่าวที่เกิดขึ้นตอนนี้หรือไม่ ผมค่อนข้างชินกับข่าวอยู่แล้ว แต่ผมเป็นกังวลกับแฟนๆ ที่เขารักและคนที่เขาหวังเกี่ยวกับวงการกีฬา อยากจะเห็นการพัฒนาพอเข้าไปอ่านแล้วมันก็คงจะบั่นทอนจิตใจ ต่อไปนี้ผมก็คงจะเข้าไปเล่นในเฟสบุ๊คกับทวิตเตอร์มากขึ้น เพราะคนที่เขารักผมเขาเห็นในพันทิปแล้วเขาบอกว่า เขาไม่อยากจะเข้าไปเห็นคนรักเขาโดนโจมตี”
“ผมก็ต้องขออภัยพ่อแม่พี่น้องพันทิปด้วยแล้วกัน และผมก็ได้เข้าไปตอบในกระทู้แล้วว่าจริงๆ มันเป็นยังไง และผมก็อยากให้เรื่องมันจบ คุณบอกว่าอยากจะให้ดาราตรงไปตรงมา พอมีเรื่องก็โดนถล่มผมก็ตกใจ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ดีใจนะเพราะแสดงว่า ผมทำอะไรสังคมก็ยังสนใจ แต่ผมขออภัยในความสับสน แต่ประเด็นที่มันควรจะเป็นและพูดถึงกันจริงๆ ก็คือ สกู๊ปที่ผมทำออกไปมันคืออะไร และถ้าคุณจะคอมเม้นท์ผมก็ยินดีน้อมรับหมด พอสกู๊ปออกไปตอนนี้กระแสบวกมันมาเยอะมันก็ต้องมีลบเข้ามาบ้าง”
ยืนยันไม่ได้อวยตัวเอง
“ในเฟสบุ๊คในทวิตเตอร์รวมแล้วผมมีเพื่อนอยู่ 4 หมื่นกว่าคน ฉะนั้นถ้าเกิดว่าคน 4 หมื่นกว่าคนมีคนที่ไปตั้งกระทู้เกี่ยวกับผมถามว่าอวยไหม จะว่าใช่ก็ได้หรือไม่ใช่ก็ได้ ส่วนใหญ่แล้วผมจะเข้าไปตอบอย่างเดียว และอย่างที่บอกว่า ถ้าผมจะตั้งกระทู้ผมไปตั้งในเฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์ก็โอเคแล้วเพราะมันมี 4 หมื่นกว่าคน ในพันทิปถ้าฮอตฮิตก็จะมี 40 -50 อันหรือบางอัน 500 ซึ่งมันก็สำคัญแต่วอลุ่มมันก็น้อยกว่าทีวีอยู่แล้ว ถ้าผมจะสร้างกระแสผมไปทำในเฟซบุ๊คทวิตเตอร์ หรือทีวีดีกว่า”
“อย่างไรก็ตามครับผมก็ขอบคุณมากครับที่พี่โทรมาสอบถามผมเรื่องนี้ เพราะผมยินดีที่จะตอบทุกคำถาม ผมชัดเจนกับทุกเรื่อง อย่างเรื่องวงการกีฬาผมก็ชัดเจน มันชัดเจนจนถึงจุดที่ว่าไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน พอกระแสมันบวกมาปุ๊บก็มีกระแสลบเข้ามา ฉะนั้นผมก็อยากจะฝากลิงค์คลิปรายการให้ได้ชมกันเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว วันพุธที่แล้ว วันศุกร์ที่แล้ว ก็อยากให้ลองดูกันว่า ถ้า 3 คลิปนี้มันออกไป มันมีสิทธิ์ไหมที่กระแสลบมันจะมาจากไหน อันนี้ก็แล้วแต่พี่ๆ นักข่าวกับประชาชนจะตัดสิน”
“ผมตั้งใจทำสกู๊ปเหล่านั้นมาก พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นถามว่าท้อไหม คือผมประกาศไปแล้วว่า ผมสนใจในเหตุบ้านการเมือง ผมก็รู้ว่าถ้าเกิดผมลงการเมืองมันคงจะมีเหตุการณ์เล็กๆ ที่สามารถนำเอามาเป็นประเด็นใหญ่ๆ ได้อีกเยอะ ฉะนั้นเรื่องแค่นี้ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตวัย 27 อันนี้เป็นการทดสอบ และเป็นการเริ่มต้นอาชีพนักข่าวของผมจริงๆ ผมทำงานมา 6 ปีแต่รู้สึกว่ามันอาชีพนี้มันเพิ่งเริ่มต้นจริงๆ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองหลังจากทำสกู๊ปออกไป มันทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นและพร้อมที่จะพัฒนา ผมยินดีกับปัญหากับอุปสรรค์ต่างๆ ที่เข้ามาจะทำให้เรารัดกุมกับการทำงานให้มากขึ้นในอนาคต”
“ถามว่าเครียดไหม มันแค่นิดเดียว เพราะเราเป็นบุคคลสาธารณะใครจะเชื่อกับเหตุการณ์อะไรที่เกี่ยวกับผมก็ดี แต่ผมก็ย้ำคำหนึ่งอยู่เสมอ ในฐานะที่ผมเป็นนักข่าวก็คือ อะไรที่ไม่ได้เห็นด้วยตาก็อย่ากุด้วยปาก”
เหมือนเป็นการสร้างภูมิก่อนลงการเมืองจริงจัง
“ถ้าเกิดเราสามารถทำให้คนดีเข้าสภาไปได้โดยที่ไม่ได้คิดจะไปเอาผลประโยชน์เข้าตัวเองได้ก็เป็นเรื่องที่ดี ทุกคนจะบอกผมเสมอว่า การเมืองมันอันตรายมันเล่นกันแรง ผมก็จะบอกว่า ก็มันเล่นกันแบบนี้คนที่เขาดีๆ ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงก็เลยไม่กล้าเล่นไงครับ เหมือนอย่างที่ผมไปทำสกู๊ป 3 อันนี้ หลายๆ คนก็บอกว่า อยากเห็นพิธีกรกีฬากล้าที่จะพูดความจริง พอผมพูดความจริงขึ้นมา ก็มีกระแสบวกเกิดขึ้นสุดๆ กับลบสุดๆ ผมก็จะลองสู้ดูอีกซักตั้ง แต่ถ้าพี่น้องประชาชนและสื่อบอกว่า ถูกต้องแล้วผมก็จะลุยต่อไป”
“แต่ถ้าประชาชนบอกว่า แชมป์คุณทำรายการแบบนี้ไม่ถูกต้อง ผมก็ต้องมาพิจารณาดูเหมือนกัน ซึ่งผมทำงานตรงนี้ผมอยู่ได้เพราะประชาชนกับสื่อมวลชน ฉะนั้นเหมือนอย่างที่ผมบอก ก่อนที่จะตัดสินอะไรอยากให้ได้ย้อนไปดูถึงสกู๊ปที่ผมได้ทำไป ทุกคนจะได้รู้คำตอบและทราบถึงเจตนารมณ์ของผมที่ชัดเจนมากขึ้น”
ทำไปได้? หึ่ง! "แชมป์ พีรพล" ตั้งกระทู้อวยตัวเอง
***ลิงค์สกู๊ปรายการ "ชอตเด็ด กีฬาแชมป์" ที่ "แชมป์ พีรพล" สันนิษฐานว่า น่าจะทำให้เกิดข่าวด้านลบเพราะไปแฉวงการกีฬา
ออกอากาศวันที่ 9 พฤษาคม 2554
เจาะประเด็น สมาคมตะกร้อ ตอน 1: สืบศักดิ์ ผันสืบ เปิดใจกรณีสมาคมเอาเปรียบนักกีฬา
http://www.youtube.com/watch?v=AU0DczzIEts&feature=channel_video_title
ออกอากาศ 11 พฤษภาคม 2554
สมาคมตะกร้อ ตอน 2: สืบศักดิ์ vs การบริหารจัดการกีฬาแบบไทยๆ
http://www.youtube.com/watch?v=FWf5mvguBsc&feature=channel_video_title
ออกอากาศ 13 พฤษภาคม 2554
สมาคมฟุตบอล ตอน 1: อาจจะเป็นคนนี้... เปิดใจ "บิ๊กกร๊อง วิรัช ชาญพานิชย์" ความหวังใหม่บอลไทย!?!
http://www.youtube.com/watch?v=JL77seqbhu0&feature=channel_video_title
ออกอากาศ 16 พฤษภาคม 2554
สมาคมฟุตบอล ตอน 2: เปิดใจ "บิ๊กกร๊อง วิรัช ชาญพานิชย์" หากได้เป็นนายก เค้าจะทำอะไร?
http://www.youtube.com/watch?v=T6jaIBG8nvw&feature=channel_video_title
ขอบคุณข่าวแซ่บจากผู้จัดการออนไลน์
กลายเป็นเรื่องขึ้นมาจนได้เมื่อมีคนเข้าไปตั้งกระทู้ในเว็ปพันทิป โดยผู้โพสต์ที่ใช้ชื่อว่า "The Guardian" โต๊ะ "ศุภชลาศัย" ในวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ในหัวข้อ "ขอโหวตให้กำลังใจ "แชมป์ ช่อง 3" คุณแมน คุณกล้า คุณคือคนที่จะพลิกวงการกีฬาไทย!" (คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.pantip.com/cafe/supachalasai/topic/S10531519/S10531519.html) พร้อมเนื้อหาชื่นชมการทำหน้าที่พิธีกรจากช่อง 3 "แชมป์ พีระพล เอื้ออารียกุล" จากรายการ "ช็อตเด็ดกีฬาแชมป์" เทปสัมภาษณ์ "โจ้ สืบศักดิ์" นักตะกร้อชื่อดังกรณีความไม่ชอบธรรมของสมาคมฯ และหลังจากนั้นก็มีคนเข้ามาตอบกระทู้และขุดคุ้ยว่า น่าจะเป็นแชมป์ที่เข้ามาอวยตัวเอง เพราะผู้โพสต์ใช้ล็อกอินของแชมป์
สอบถามไปยังแชมป์เจ้าตัวได้ยอมรับว่า เป็นล็อกอินของตัวเองจริงแต่เป็นการตั้งกระทู้โดยทีมงาน และขออภัยพี่น้องพันทิปในความสับสน พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยว่า ข่าวในด้านลบของตัวเองที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดจากการทำข่าวเปิดโปงวงการกีฬาในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา
“สำหรับเรื่องนี้ก็สั้นๆ ง่ายๆ นะครับ ผมต้องการสื่อสารกับแฟนๆ อย่างตรงไปตรงมา แต่ถ้าเป็นเซเลบริตี้เขาก็มักจะใช้นามแฝง แต่ของผมจะใช้ชื่อจริงเป็นแชมป์ช่อง 3 แต่ว่าผมไม่ได้มีเวลามาตอบทุกครั้งไปแต่บางครั้งเด็กฝึกงานหรือทีมงาน แม้กระทั่งแฟนคลับผมก็สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ (ใช้ล็อกอินเดียวกัน) ใช่ครับ”
“แต่โดยปกติแล้วถ้าผมเข้ามาเขียนเองก็จะมีการเขียนว่าแชมป์ พีรพล เอื้ออารียกุลอยู่แล้ว และก็คิดว่าสัปดาห์ที่แล้วในรายการของผมคงจะเล่นเรื่องวงการกีฬาไทยได้โดนใจหลายๆ คน ทางทีมงานเองเขาก็คงอยากจะให้คนได้เข้ามาดูกันเยอะๆ ก็เลยมีการเขียนเชียร์กันเข้าไป สุดท้ายผมก็เลยต้องเข้าไปตอบในกระทู้ว่า มันเป็นแอคเคาท์ของผมจริง แต่เรื่องอวยหรือไม่อวยนี่คือ ผมอยากจะบอกว่า ถ้าเกิดคนใกล้ตัวของผมเขียนด่าโดยใช้ล็อกอินผมมันก็คงจะออกมาฮากว่านี้อีก”
“ซึ่งผมก็คิดว่า เนื่องจากตัวสกู๊ปที่ผมทำเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มันเป็นเรื่องของกีฬาที่ไม่เคยมีใครนำเสนอมาก่อน เราทำเรื่องกีฬาไทยวงการตะกร้อกับฟุตบอลไทย ฟีดแบ็คมันค่อนข้างเป็นไปในแง่บวกเยอะ หลายๆ คนบอกว่า วงการกีฬาไม่เคยมีใครเล่นข่าวแบบนี้มาก่อน”
“พอมันเป็นแบบนี้เสร็จปุ๊บ ผมก็รู้สึกว่าประชาชนหลายๆ คนคงอยากจะถามคำถามมีคำถามอยู่ในใจเยอะ ช่วงที่ข่าวกระทู้ในพันทิปนี้มันออกมาแรงๆ ก็ดันไปประจวบเหมาะกับสกู๊ปที่ผมทำออกมาพอดี ฉะนั้นผมก็เลยรู้สึกว่า เรื่องกระทู้มันเป็นเรื่องที่เล็กมากเลยทีเดียว ผมรู้สึกว่าผมคงไม่สามารถสร้างกระแสจากพันทิปได้หรอกครับ เพราะพันทิปคอมเมนท์ผมก็เข้าไปอ่านทุกวันแหละครับ คอมเมนท์เขามีเป็นร้อยแต่ผมทำทีวีมันมีเป็นล้าน ฉะนั้นถ้าผมจะสร้างกระแสผมไปสร้างในเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์ดีกว่า อย่างในทวิตเตอร์ผมมีคนตาม 3 หมื่นกว่าคนนะครับ”
“ฉะนั้นอย่าเอามาเป็นประเด็นเลยครับ คือผมน่ะรับได้น้องๆ ทีมงานเขาก็อาจจะอยากให้ประชาชนได้ดู เขาก็อาจจะเขียนชมหรืออะไรไปบ้างซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ดี ผมไม่ได้โกรธเขาเลยนะ เพราะคนเรารักกันมันก็ต้องชมกัน และผมเองก็เคยพูดว่า ผมอยากจะพลิกพันทิปด้วย พันทิปสมัยก่อนมีแต่เขียนด่าและก็ไม่เคยมีใครอยากให้ผมเข้าไป ผมรู้สึกว่า ถ้าผมจะเข้าไปสื่อสารกับพี่น้องประชาชนก็ต้องตรงและจริงใจ ผมก็เลยใช้ชื่อว่าแชมป์ช่อง 3 ซึ่งหลายคนบอกว่า บ้าหรือเปล่าใช้ชื่อจริงไปทำไม แต่ผมเขียนชื่อนามสกุลจริงลงไปทุกอย่างเพราะอยากจะตรงไปตรงมาที่สุด”
“พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาปุ๊บ ผมก็เข้าไปอธิบายในนั้นว่า ต่อจากนี้ไปผมจะต้องระมัดระวังมากขึ้น ถ้าเกิดจะมีทีมงานหรือคนที่เคยมาฝึกงานกับผมที่มีล็อกอิน ผมก็จะให้เขาใช้ได้แต่ต้องวงเล็บไว้ด้วยว่าทีมงาน แชมป์ช่อง 3 แฟนคลับหรืออะไรก็แล้วแต่”
“แต่อย่างไรก็ตามผมว่าประเด็นเหล่านี้มันเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับสกู๊ปที่ผมได้นำเสนอไปเมื่อช่วงอาทิตย์ที่แล้ว ผมไม่อยากให้ความสนใจมาอยู่ที่ตรงนี้ เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรกับวงการกีฬาและสังคม แต่ก็ทำให้ผมได้รู้ว่าต่อจากนี้ไปต้องทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น ผมก็ต้องขออภัยในเรื่องของความสับสนทุกอย่าง”
“แต่ผมอยากจะให้มาดูในเรื่องของประเด็นที่ทำไมข่าวมันถึงกระหน่ำมาในช่วงนี้ มันเกี่ยวกับอะไร เดี๋ยวผมจะส่งเฟซบุ๊ค ที่ผมทำสกู๊ปอาทิตย์ที่แล้วไปให้พี่ดู พี่ลองไปดูนะครับว่า ไอ้ตัวนี้มันจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับข่าวที่เกิดขึ้นตอนนี้หรือไม่ ผมค่อนข้างชินกับข่าวอยู่แล้ว แต่ผมเป็นกังวลกับแฟนๆ ที่เขารักและคนที่เขาหวังเกี่ยวกับวงการกีฬา อยากจะเห็นการพัฒนาพอเข้าไปอ่านแล้วมันก็คงจะบั่นทอนจิตใจ ต่อไปนี้ผมก็คงจะเข้าไปเล่นในเฟสบุ๊คกับทวิตเตอร์มากขึ้น เพราะคนที่เขารักผมเขาเห็นในพันทิปแล้วเขาบอกว่า เขาไม่อยากจะเข้าไปเห็นคนรักเขาโดนโจมตี”
“ผมก็ต้องขออภัยพ่อแม่พี่น้องพันทิปด้วยแล้วกัน และผมก็ได้เข้าไปตอบในกระทู้แล้วว่าจริงๆ มันเป็นยังไง และผมก็อยากให้เรื่องมันจบ คุณบอกว่าอยากจะให้ดาราตรงไปตรงมา พอมีเรื่องก็โดนถล่มผมก็ตกใจ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ดีใจนะเพราะแสดงว่า ผมทำอะไรสังคมก็ยังสนใจ แต่ผมขออภัยในความสับสน แต่ประเด็นที่มันควรจะเป็นและพูดถึงกันจริงๆ ก็คือ สกู๊ปที่ผมทำออกไปมันคืออะไร และถ้าคุณจะคอมเม้นท์ผมก็ยินดีน้อมรับหมด พอสกู๊ปออกไปตอนนี้กระแสบวกมันมาเยอะมันก็ต้องมีลบเข้ามาบ้าง”
ยืนยันไม่ได้อวยตัวเอง
“ในเฟสบุ๊คในทวิตเตอร์รวมแล้วผมมีเพื่อนอยู่ 4 หมื่นกว่าคน ฉะนั้นถ้าเกิดว่าคน 4 หมื่นกว่าคนมีคนที่ไปตั้งกระทู้เกี่ยวกับผมถามว่าอวยไหม จะว่าใช่ก็ได้หรือไม่ใช่ก็ได้ ส่วนใหญ่แล้วผมจะเข้าไปตอบอย่างเดียว และอย่างที่บอกว่า ถ้าผมจะตั้งกระทู้ผมไปตั้งในเฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์ก็โอเคแล้วเพราะมันมี 4 หมื่นกว่าคน ในพันทิปถ้าฮอตฮิตก็จะมี 40 -50 อันหรือบางอัน 500 ซึ่งมันก็สำคัญแต่วอลุ่มมันก็น้อยกว่าทีวีอยู่แล้ว ถ้าผมจะสร้างกระแสผมไปทำในเฟซบุ๊คทวิตเตอร์ หรือทีวีดีกว่า”
“อย่างไรก็ตามครับผมก็ขอบคุณมากครับที่พี่โทรมาสอบถามผมเรื่องนี้ เพราะผมยินดีที่จะตอบทุกคำถาม ผมชัดเจนกับทุกเรื่อง อย่างเรื่องวงการกีฬาผมก็ชัดเจน มันชัดเจนจนถึงจุดที่ว่าไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน พอกระแสมันบวกมาปุ๊บก็มีกระแสลบเข้ามา ฉะนั้นผมก็อยากจะฝากลิงค์คลิปรายการให้ได้ชมกันเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว วันพุธที่แล้ว วันศุกร์ที่แล้ว ก็อยากให้ลองดูกันว่า ถ้า 3 คลิปนี้มันออกไป มันมีสิทธิ์ไหมที่กระแสลบมันจะมาจากไหน อันนี้ก็แล้วแต่พี่ๆ นักข่าวกับประชาชนจะตัดสิน”
“ผมตั้งใจทำสกู๊ปเหล่านั้นมาก พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นถามว่าท้อไหม คือผมประกาศไปแล้วว่า ผมสนใจในเหตุบ้านการเมือง ผมก็รู้ว่าถ้าเกิดผมลงการเมืองมันคงจะมีเหตุการณ์เล็กๆ ที่สามารถนำเอามาเป็นประเด็นใหญ่ๆ ได้อีกเยอะ ฉะนั้นเรื่องแค่นี้ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตวัย 27 อันนี้เป็นการทดสอบ และเป็นการเริ่มต้นอาชีพนักข่าวของผมจริงๆ ผมทำงานมา 6 ปีแต่รู้สึกว่ามันอาชีพนี้มันเพิ่งเริ่มต้นจริงๆ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองหลังจากทำสกู๊ปออกไป มันทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นและพร้อมที่จะพัฒนา ผมยินดีกับปัญหากับอุปสรรค์ต่างๆ ที่เข้ามาจะทำให้เรารัดกุมกับการทำงานให้มากขึ้นในอนาคต”
“ถามว่าเครียดไหม มันแค่นิดเดียว เพราะเราเป็นบุคคลสาธารณะใครจะเชื่อกับเหตุการณ์อะไรที่เกี่ยวกับผมก็ดี แต่ผมก็ย้ำคำหนึ่งอยู่เสมอ ในฐานะที่ผมเป็นนักข่าวก็คือ อะไรที่ไม่ได้เห็นด้วยตาก็อย่ากุด้วยปาก”
เหมือนเป็นการสร้างภูมิก่อนลงการเมืองจริงจัง
“ถ้าเกิดเราสามารถทำให้คนดีเข้าสภาไปได้โดยที่ไม่ได้คิดจะไปเอาผลประโยชน์เข้าตัวเองได้ก็เป็นเรื่องที่ดี ทุกคนจะบอกผมเสมอว่า การเมืองมันอันตรายมันเล่นกันแรง ผมก็จะบอกว่า ก็มันเล่นกันแบบนี้คนที่เขาดีๆ ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงก็เลยไม่กล้าเล่นไงครับ เหมือนอย่างที่ผมไปทำสกู๊ป 3 อันนี้ หลายๆ คนก็บอกว่า อยากเห็นพิธีกรกีฬากล้าที่จะพูดความจริง พอผมพูดความจริงขึ้นมา ก็มีกระแสบวกเกิดขึ้นสุดๆ กับลบสุดๆ ผมก็จะลองสู้ดูอีกซักตั้ง แต่ถ้าพี่น้องประชาชนและสื่อบอกว่า ถูกต้องแล้วผมก็จะลุยต่อไป”
“แต่ถ้าประชาชนบอกว่า แชมป์คุณทำรายการแบบนี้ไม่ถูกต้อง ผมก็ต้องมาพิจารณาดูเหมือนกัน ซึ่งผมทำงานตรงนี้ผมอยู่ได้เพราะประชาชนกับสื่อมวลชน ฉะนั้นเหมือนอย่างที่ผมบอก ก่อนที่จะตัดสินอะไรอยากให้ได้ย้อนไปดูถึงสกู๊ปที่ผมได้ทำไป ทุกคนจะได้รู้คำตอบและทราบถึงเจตนารมณ์ของผมที่ชัดเจนมากขึ้น”
ทำไปได้? หึ่ง! "แชมป์ พีรพล" ตั้งกระทู้อวยตัวเอง
***ลิงค์สกู๊ปรายการ "ชอตเด็ด กีฬาแชมป์" ที่ "แชมป์ พีรพล" สันนิษฐานว่า น่าจะทำให้เกิดข่าวด้านลบเพราะไปแฉวงการกีฬา
ออกอากาศวันที่ 9 พฤษาคม 2554
เจาะประเด็น สมาคมตะกร้อ ตอน 1: สืบศักดิ์ ผันสืบ เปิดใจกรณีสมาคมเอาเปรียบนักกีฬา
http://www.youtube.com/watch?v=AU0DczzIEts&feature=channel_video_title
ออกอากาศ 11 พฤษภาคม 2554
สมาคมตะกร้อ ตอน 2: สืบศักดิ์ vs การบริหารจัดการกีฬาแบบไทยๆ
http://www.youtube.com/watch?v=FWf5mvguBsc&feature=channel_video_title
ออกอากาศ 13 พฤษภาคม 2554
สมาคมฟุตบอล ตอน 1: อาจจะเป็นคนนี้... เปิดใจ "บิ๊กกร๊อง วิรัช ชาญพานิชย์" ความหวังใหม่บอลไทย!?!
http://www.youtube.com/watch?v=JL77seqbhu0&feature=channel_video_title
ออกอากาศ 16 พฤษภาคม 2554
สมาคมฟุตบอล ตอน 2: เปิดใจ "บิ๊กกร๊อง วิรัช ชาญพานิชย์" หากได้เป็นนายก เค้าจะทำอะไร?
http://www.youtube.com/watch?v=T6jaIBG8nvw&feature=channel_video_title
ขอบคุณข่าวแซ่บจากผู้จัดการออนไลน์
“ชุดาภา” ตีแผ่ทองประกายแสด 2011 จากเด็กนั่งดริ้งค์กลายเป็นโคโยตี้ “พิ้งกี้” เธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้
“ชุดาภา จันทเขตต์” ย้อนอดีตทองประกายแสด 3 เวอร์ชั่นใครเล่นก็ดังทุกคนเพราะบทแรงหวือหวา เผยสมัยที่ตนเป็นนางเอกก็เคยถูกฟัดมาเหมือนกัน ส่วนยุคนี้ปรับบทประพันธ์ใหม่ให้นางเอกเป็นโคโยตี้แทนเด็กนั่งดริ้งค์ เพื่อความเหมาะสมของยุคปัจจุบัน มั่นใจ “พิ้งกี้” คือคนที่เหมาะสมทั้งวินัยการแสดงและมีความสามารถในการเต้น
ทองประกายแสด บทประพันธ์ของ “สุวรรณี สุคนธ์เที่ยง” ที่ถูกนำมาผลิตเป็นภาพยนตร์แล้วถึง 3 ครั้ง และก็ได้รับความฮือฮาทุกครั้ง ใครสวมบท “ทองดี” นางเอกของเรื่องเป็นต้องโด่งดังมีชื่อเสียง เพราะบทแรงเล่นเป็นสาวนั่งดริ้งค์ทำงานในค็อกเทลเล้าจ์ ผ่านการมีสามีมาถึง 8 คน ใครเล่นก็ฮือฮาเพราะต้องเปลืองตัวเลิฟซีนกระจาย
ปัจจุบันนี้ทองประกายแสดงได้ถูกนำผลิตใหม่อีกครั้ง โดยมีบริษัทโซนิคยูสเป็นผู้ผลิต ภายใต้การกำกับของ “ชุดาภา จันทเขตต์” อดีตนางเอกทองประกายแสดที่แจ้งเกิดจากบทมากผัวนี้ไปเต็มๆ เมื่อ 20 ปีก่อน โดยจะออกอากาศทางช่อง 8 ซึ่งเป็นเคเบิ้ลทีวีค่ายอาร์เอส
แต่ที่ฮือฮาไปกว่านั้นก็คือ การหวนกลับคืนวงการอีกครั้งของ “พิ้งกี้ สาวิกา ไชยเดช” ในบททองดีเวอร์ชั่น 2011 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ถูกช่อง 3 ปลดจากละครเพลิงพราย เพราะมีข่าวฉาวพัวพันกับ “เป๊ก สัณชัย เองตระกูล” สามีของ “ธัญญ่า ธัญญาเรศ รามณรงค์” และภายหลังธัญญ่าก็ได้เลิกรากับสามี ต่อมาค่ายกันตนาอดีตต้นสังกัดของพิ้งกี้ที่อุ้มชูปั้นกันมาตั้งแต่เด็ก ก็ได้เสนอชื่อพิ้งกี้ให้เล่นละครอิเหนาให้กับช่อง 9 แต่สุดท้ายช่อง 9 ก็ทนแรงเสียดทานจากกระแสการแบนของสังคมไม่ไหวต้องปลดพิ้งกี้ในที่สุด
พอมีข่าวว่าพิ้งกี้จะมาเล่นบททองประกายแสด ก็กลายเป็นเรื่องทอล์คออฟเดอะทาวน์ขึ้นมาทันที เพราะบทนี้มันช่างกร้านโลก ประกอบกับข่าวเรื่องมือที่สามธัญญ่า-เป๊ก ก็ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของพิ้งกี้ดูแรงขึ้นไปอีก ทองประกายแสด 2011 จะเป็นแบบไหน และแรงแค่ไหน คงไม่มีใครรู้ดีไปกว่า ชุดาภา จันทเขตต์ ผู้ที่เคยสวมบทนี้และกำกับเรื่องนี้เป็นแน่
“นี่เป็นงานกำกับครั้งแรกของชุ และทองประกายแสดก็เป็นงานแสดงภายนตร์เรื่องแรกของชุ พอทางอาร์เอสให้บริษัทโซนิคยูสที่ชุมีหุ้นด้วยผลิตละครเรื่องนี้ พี่ก้อง(ปิยะ เศวตพิกุล) หุ้นส่วนของบริษัทก็เลยมีความเห็นว่า เราน่าจะกำกับได้เพราะเราเองก็เป็นครูสอนแอคติ้งโค้ชของกบ สุวนันท์ และก็ชลลัมพี เป็นนักเรียนการแสดงของช่อง 3 และมีประสบการณ์ในการทำงานมา 20 กว่าปี ประกอบกับเราเองก็เคยเล่นละครเรื่องนี้ ทุกคนเลยมองว่าเราสุดคือคนที่เหมาะสมที่สุด”
“ซึ่งมันเป็นอะไรที่ชุไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะรับหน้าที่ผู้กำกับ ก่อนหน้านี้หม่อมน้อย(ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) ก็เคยชวนให้มาช่วย แต่เราก็ไม่ได้จริงจัง เพียงแต่เราเป็นคนแบบแมนๆ จะชอบนั่งอยู่หน้ามอนิเตอร์ ชอบดูเขาทำงาน และก่อนหน้านี้ที่บริษัททำละครเราก็จะเป็นคนที่ทำเรื่องย่อเอง พอทำไปเสนอแล้วมันก็ผ่าน แม้กระทั่งเรื่องนี้เราก็เป็นคนทำเอง บริษัทก็เลยคิดว่าน่าจะทำได้”
“พอตัดสินสินใจทำก็มีการไปปรึกษาผู้กำกับปรึกษาทีมงานเพื่อดูจุดแข็งจุดอ่อนของเรา จุดแข็งของเราก็น่าจะเป็นเรื่องของแอ็คติ้ง จุดอ่อนน่าจะเป็นเรื่องเครื่องมือกับเทคนิค ก็ต้องให้ทีมงานมาซัพพอร์ทตรงนั้น ส่วนเรื่องของการคัดเลือกนักแสดงต้องบอกเลยว่านักแสดงพระเอกนางเอกส่วนใหญ่จะมีค่าย มันไม่ง่ายเลยที่จะได้เขามาเล่น แต่ตัวทองประกายแสดทางอาร์เอสเป็นคนวางตัวพิ้งกี้มาให้ ถ้าถามชุในแง่ของผู้กำกับเราก็ไม่มีปัญหา”
“ชุเป็นคนที่ไม่ค่อยติดตามข่าวสารซักเท่าไหร่ แต่ก็พอจะทราบมาบ้างว่าอาจจะมีเรื่องกระแสหรือว่าอะไร เราก็พร้อมยอมรับเพราะเราตัดสินใจที่จะทำงานๆ หนึ่งแล้ว แต่ในส่วนของการทำงานเท่าที่เราเจอพิ้งกี้เขาก็เป็นเด็กที่มีวินัยในการทำงาน 5 ครั้งที่มาซ้อมเขาเป็นคนรับผิดชอบตรงเวลาดี ชุมองว่าถ้านักแสดงมีวินัยในการทำงานแค่นี้ผู้กำกับก็แฮบปี้แล้ว”
“สำหรับกระแสการแบนพิ้งกี้มันเป็นเรื่องปัจเจกมันมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ มันมีคนคิดลบก็มีคนคิดบวก เพราะฉะนั้นผลที่ออกมามันจะรุนแรงขนาดไหนเราก็ไม่ทราบมันเหนือความคาดเดา มันเกินจุดที่อยู่ในส่วนของเราแล้ว เราก็รับผิดชอบในส่วนของเราไปดีกว่า”
แค่เริ่มต้นก็ดังแล้ว เพราะนอกจากละครจะแรงด้วยบทประพันธ์อยู่แล้ว ผู้ที่สวมบท “ทองดี” สาวมากรักล้วนเกี่ยวข้องกับการทองประกายแสดง 2011 ไม่ว่าจะเป็น “ชุดาภา” ผู้กำกับของเรื่องก็เคยสวมบททองดีเวอร์ชั่น 2 “ธัญญ่า” คู่กรณี “พิ้งกี้” ก็เคยสวมทบทนี้เช่นกัน และวันนี้พิ้งกี้ก็มาซ้ำรอยธัญญ่า ช่างเหมาะเจาะกับข่าวกุ๊กกิ๊ก “เป๊ก สัณชัย” ซ้ำรอยธัญญ่าเช่นกัน ซึ่งชุยืนยันว่าเป็นแค่ความบังเอิญไม่ได้โหนกระแส
“บอกได้เลยว่าทุกอย่างมันเป็นความบังเอิญ เราเองก็ไม่ได้คิดว่าจะมากำกับ เพราะเคยปฏิเสธงานกำกับมาแล้วหลายครั้ง เพราะเรามีงานบริษัทต้องดูแลอีกหลายอย่าง และโดยส่วนตัวก็เป็นคนที่ทำธุรกิจเยอะมาก มีทั้งธุรกิจสปา และก็งานอสังหาริมทรัพย์สร้างตึกขาย แต่พอมาเป็นเรื่องนี้มันเป็นงานของบริษัทจะเอาคนอื่นมากำกับก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สุดท้ายเราโอเคตกลงกำกับพอมารู้เรื่องนักแสดง มาเชคว่าใครเคยเล่นมาบ้างก็เนาะ....เรายังขำเลย(หัวเราะ) ว่าทำไมจะต้องเป็นเรื่องนี้ ทำไมต้องเป็นคนนี้ ทุกอย่างไม่ได้ถูกเซ็ทขึ้นเพื่อให้เกิดกระแส แต่มันเป็นอะไรที่บังเอิญมาประจวบเหมาะกันพอ
ขอบคุณข่าวแซ่บจากผู้จัดการออนไลน์
ทองประกายแสด บทประพันธ์ของ “สุวรรณี สุคนธ์เที่ยง” ที่ถูกนำมาผลิตเป็นภาพยนตร์แล้วถึง 3 ครั้ง และก็ได้รับความฮือฮาทุกครั้ง ใครสวมบท “ทองดี” นางเอกของเรื่องเป็นต้องโด่งดังมีชื่อเสียง เพราะบทแรงเล่นเป็นสาวนั่งดริ้งค์ทำงานในค็อกเทลเล้าจ์ ผ่านการมีสามีมาถึง 8 คน ใครเล่นก็ฮือฮาเพราะต้องเปลืองตัวเลิฟซีนกระจาย
ปัจจุบันนี้ทองประกายแสดงได้ถูกนำผลิตใหม่อีกครั้ง โดยมีบริษัทโซนิคยูสเป็นผู้ผลิต ภายใต้การกำกับของ “ชุดาภา จันทเขตต์” อดีตนางเอกทองประกายแสดที่แจ้งเกิดจากบทมากผัวนี้ไปเต็มๆ เมื่อ 20 ปีก่อน โดยจะออกอากาศทางช่อง 8 ซึ่งเป็นเคเบิ้ลทีวีค่ายอาร์เอส
แต่ที่ฮือฮาไปกว่านั้นก็คือ การหวนกลับคืนวงการอีกครั้งของ “พิ้งกี้ สาวิกา ไชยเดช” ในบททองดีเวอร์ชั่น 2011 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ถูกช่อง 3 ปลดจากละครเพลิงพราย เพราะมีข่าวฉาวพัวพันกับ “เป๊ก สัณชัย เองตระกูล” สามีของ “ธัญญ่า ธัญญาเรศ รามณรงค์” และภายหลังธัญญ่าก็ได้เลิกรากับสามี ต่อมาค่ายกันตนาอดีตต้นสังกัดของพิ้งกี้ที่อุ้มชูปั้นกันมาตั้งแต่เด็ก ก็ได้เสนอชื่อพิ้งกี้ให้เล่นละครอิเหนาให้กับช่อง 9 แต่สุดท้ายช่อง 9 ก็ทนแรงเสียดทานจากกระแสการแบนของสังคมไม่ไหวต้องปลดพิ้งกี้ในที่สุด
พอมีข่าวว่าพิ้งกี้จะมาเล่นบททองประกายแสด ก็กลายเป็นเรื่องทอล์คออฟเดอะทาวน์ขึ้นมาทันที เพราะบทนี้มันช่างกร้านโลก ประกอบกับข่าวเรื่องมือที่สามธัญญ่า-เป๊ก ก็ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของพิ้งกี้ดูแรงขึ้นไปอีก ทองประกายแสด 2011 จะเป็นแบบไหน และแรงแค่ไหน คงไม่มีใครรู้ดีไปกว่า ชุดาภา จันทเขตต์ ผู้ที่เคยสวมบทนี้และกำกับเรื่องนี้เป็นแน่
“นี่เป็นงานกำกับครั้งแรกของชุ และทองประกายแสดก็เป็นงานแสดงภายนตร์เรื่องแรกของชุ พอทางอาร์เอสให้บริษัทโซนิคยูสที่ชุมีหุ้นด้วยผลิตละครเรื่องนี้ พี่ก้อง(ปิยะ เศวตพิกุล) หุ้นส่วนของบริษัทก็เลยมีความเห็นว่า เราน่าจะกำกับได้เพราะเราเองก็เป็นครูสอนแอคติ้งโค้ชของกบ สุวนันท์ และก็ชลลัมพี เป็นนักเรียนการแสดงของช่อง 3 และมีประสบการณ์ในการทำงานมา 20 กว่าปี ประกอบกับเราเองก็เคยเล่นละครเรื่องนี้ ทุกคนเลยมองว่าเราสุดคือคนที่เหมาะสมที่สุด”
“ซึ่งมันเป็นอะไรที่ชุไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะรับหน้าที่ผู้กำกับ ก่อนหน้านี้หม่อมน้อย(ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) ก็เคยชวนให้มาช่วย แต่เราก็ไม่ได้จริงจัง เพียงแต่เราเป็นคนแบบแมนๆ จะชอบนั่งอยู่หน้ามอนิเตอร์ ชอบดูเขาทำงาน และก่อนหน้านี้ที่บริษัททำละครเราก็จะเป็นคนที่ทำเรื่องย่อเอง พอทำไปเสนอแล้วมันก็ผ่าน แม้กระทั่งเรื่องนี้เราก็เป็นคนทำเอง บริษัทก็เลยคิดว่าน่าจะทำได้”
“พอตัดสินสินใจทำก็มีการไปปรึกษาผู้กำกับปรึกษาทีมงานเพื่อดูจุดแข็งจุดอ่อนของเรา จุดแข็งของเราก็น่าจะเป็นเรื่องของแอ็คติ้ง จุดอ่อนน่าจะเป็นเรื่องเครื่องมือกับเทคนิค ก็ต้องให้ทีมงานมาซัพพอร์ทตรงนั้น ส่วนเรื่องของการคัดเลือกนักแสดงต้องบอกเลยว่านักแสดงพระเอกนางเอกส่วนใหญ่จะมีค่าย มันไม่ง่ายเลยที่จะได้เขามาเล่น แต่ตัวทองประกายแสดทางอาร์เอสเป็นคนวางตัวพิ้งกี้มาให้ ถ้าถามชุในแง่ของผู้กำกับเราก็ไม่มีปัญหา”
“ชุเป็นคนที่ไม่ค่อยติดตามข่าวสารซักเท่าไหร่ แต่ก็พอจะทราบมาบ้างว่าอาจจะมีเรื่องกระแสหรือว่าอะไร เราก็พร้อมยอมรับเพราะเราตัดสินใจที่จะทำงานๆ หนึ่งแล้ว แต่ในส่วนของการทำงานเท่าที่เราเจอพิ้งกี้เขาก็เป็นเด็กที่มีวินัยในการทำงาน 5 ครั้งที่มาซ้อมเขาเป็นคนรับผิดชอบตรงเวลาดี ชุมองว่าถ้านักแสดงมีวินัยในการทำงานแค่นี้ผู้กำกับก็แฮบปี้แล้ว”
“สำหรับกระแสการแบนพิ้งกี้มันเป็นเรื่องปัจเจกมันมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ มันมีคนคิดลบก็มีคนคิดบวก เพราะฉะนั้นผลที่ออกมามันจะรุนแรงขนาดไหนเราก็ไม่ทราบมันเหนือความคาดเดา มันเกินจุดที่อยู่ในส่วนของเราแล้ว เราก็รับผิดชอบในส่วนของเราไปดีกว่า”
แค่เริ่มต้นก็ดังแล้ว เพราะนอกจากละครจะแรงด้วยบทประพันธ์อยู่แล้ว ผู้ที่สวมบท “ทองดี” สาวมากรักล้วนเกี่ยวข้องกับการทองประกายแสดง 2011 ไม่ว่าจะเป็น “ชุดาภา” ผู้กำกับของเรื่องก็เคยสวมบททองดีเวอร์ชั่น 2 “ธัญญ่า” คู่กรณี “พิ้งกี้” ก็เคยสวมทบทนี้เช่นกัน และวันนี้พิ้งกี้ก็มาซ้ำรอยธัญญ่า ช่างเหมาะเจาะกับข่าวกุ๊กกิ๊ก “เป๊ก สัณชัย” ซ้ำรอยธัญญ่าเช่นกัน ซึ่งชุยืนยันว่าเป็นแค่ความบังเอิญไม่ได้โหนกระแส
“บอกได้เลยว่าทุกอย่างมันเป็นความบังเอิญ เราเองก็ไม่ได้คิดว่าจะมากำกับ เพราะเคยปฏิเสธงานกำกับมาแล้วหลายครั้ง เพราะเรามีงานบริษัทต้องดูแลอีกหลายอย่าง และโดยส่วนตัวก็เป็นคนที่ทำธุรกิจเยอะมาก มีทั้งธุรกิจสปา และก็งานอสังหาริมทรัพย์สร้างตึกขาย แต่พอมาเป็นเรื่องนี้มันเป็นงานของบริษัทจะเอาคนอื่นมากำกับก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สุดท้ายเราโอเคตกลงกำกับพอมารู้เรื่องนักแสดง มาเชคว่าใครเคยเล่นมาบ้างก็เนาะ....เรายังขำเลย(หัวเราะ) ว่าทำไมจะต้องเป็นเรื่องนี้ ทำไมต้องเป็นคนนี้ ทุกอย่างไม่ได้ถูกเซ็ทขึ้นเพื่อให้เกิดกระแส แต่มันเป็นอะไรที่บังเอิญมาประจวบเหมาะกันพอ
ขอบคุณข่าวแซ่บจากผู้จัดการออนไลน์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



