วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เรื่องลี้ลับในอวกาศ



10 เรืองลี้ลับในอวกาศ



เรื่องน่าขันเกี่ยวกับการค้นพบ คือว่ามันมักมีความลี้ลับใหม่ๆ ตามมาด้วย ปีนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น เมื่อการพบในวิทยาศาสตร์อวกาศที่เด่นมากมาย สร้างปัญหาให้นักดาราศาสตร์ที่มองหาความหมาย ต่อไปนี้เป็น 10 เรื่องลี้ลับที่นักดาราศาสตร์กำลังครุ่นคิดใน พ.ศ.2546



1)พลังงานมืด







ไม่มีใครทราบว่ามันเป็นอะไรกันแน่ แต่มันเป็นการผลักดัน ขณะที่แรงโน้มถ่วงยึดสิ่งต่างๆ เข้าหากันในแต่ละแห่ง(ภายในดาราจักรและระหว่างดาราจักรในกระจุกดาราจักร) มีแรงที่ไม่รู้จักกำลังทำงานอยู่เบื้องหลังและทั่วเอกภพ เพื่อดึงให้ทุกสิ่งออกห่างจากกัน เพิ่งสังเกตกันได้ไม่นานมานี้ว่าเอกภพกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร็วเพิ่มขึ้นเมื่อไม่พบร่องรอยว่ามันคืออะไร



ก็เรียกมันว่าพลังงานมืด ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ได้ว่าพลังงานมืดกำลังทำงานอยู่ การคำนวณได้ทำให้ดีขึ้น แรงผลักมีอิทธิพลต่อเอกภพ มี 65% มวลมืดหรือมวลสารมืด(dark matter) ที่แปลกและไม่สามารถเห็นได้มี 30% ของเอกภพ ทำให้เอกภพมีแค่ 5% ของมวลและพลังงานตามปกติ การขยายตัวด้วยความเร่งให้แนวคิดว่า ดาราจักรทั้งหมดจะมีชะตากรรมแบบไม่มีที่สิ้นสุด หาจุดจบไม่ได้



2)น้ำบนดาวอังคาร 




ดาวอังคารยังปกปิดความลี้ลับไว้ได้ ไม่เปิดเผยกันง่ายๆ มีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารหรือไม่? ใครจะตอบได้ถูก ในเมื่อนี่ยังเป็นคำถามของนาซ่าและนักวิทยาศาสตร์ดาวอังคาร แต่ก่อนตอบคำถามนี้มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำเหลวที่ชีวิตต้องการ





ทั้งๆ ที่มีการค้นพบสำคัญเกี่ยวกับน้ำแข็ง ในพ.ศ.2545 แต่ก็ไม่มีใครนึกภาพออกว่ามันอยู่ในสภาวะเหลวได้อย่างไร มีร่องรอยเมื่อเดือนธันวาคมเป็นริ้วรอยมืดบนผิวเป็นเกลือ และน้ำไหล แต่บรรดาผู้วชาญทั้งหลายไม่มั่นใจหรอก ตอนนี้ยานอวกาศโอเดเซย์(Odyssey ของนาซ่า) กำลังโคจรรอบดาวอังคาร จะตามล่าหลักฐานมาให้



3)ใจกลางทางช้างเผือก







บางสิ่งบางอย่างกำลังถูกกลืนที่หลุมดำใจกลางดาราจักรทางช้างเผือก การเฝ้าดูดวงดาวโคจรรอบหลุมดำของทางช้างเผือก ดำเนินไปแม้เป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นหลุมดำที่นั่น บริเวณรอบหลุมดำมีความกัมมันต์หรือความปั่นป่วนรุนแรง จากหอสังเกตการณ์จันทรา ที่แสดงแล้วเมื่อต้นพ.ศ.2545 แต่หลุมดำก็ไม่ได้สวาปามมวลมากพอจนคายรังสีเอกซ์พลังงานสูงอย่างที่เห็นในหลุมดำมวลมาก



พฤติกรรมของหลุมดำแสดงความแตกต่างมากมายจนนักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจการศึกษาเมื่อเดือนมกราคม 2545 บอกว่าหลุมดำ 2 หลุม รวมกันอาจทำตัวเหมือนเป็นสวิทช์ปิดเปิดของความเป็นกัมมันต์ มีประกาศการสังเกตการณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายนแสดงหลุมดำ 2 หลุมกำลังรวมกัน จะต้องอธิบายความแตกต่างระหว่างหลุมดำแบบธรรมดาของเราและหลุมใหญ่ที่สว่างไสวรอบดาราจักรไกลๆ



4)กำเนิดของชีวิต


มีข้อมูลเพียงเล็กน้อยที่จะทำงานด้วยได้ โลกไม่ได้มีการบันทึกว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ขาดแคลนความคิดกว้างไกล ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์เห็นกันว่าชีวิตสามารถอยู่รอดได้ด้วยการเดินทางจากดาวอังคารมายังโลก มันอยู่ในชิ้นส่วนที่หลุดจากดาวอังคารหลังถูกดาวเคราะห์น้อยชนเข้าให้



เมื่อพฤศจิกายนนี้พบว่าหินจากดาวอังคารมายังโลกราวเดือนละก้อน มีแมลงเล็กๆ ภายในฝุ่นของดาวหาง รายงานที่ได้รับการสนับสนุนเมื่อเดือนธันวาคมพบว่า มีสัตว์เล็กๆ จากอวกาศเข้ามาในบรรยากาศโลก นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าชีวิตบนโลกอาจอยู่ในซุปร้อนของสารชีวะเคมี ส่วนที่เป็นน้ำและสารอินทรีย์อาจมาจากอวกาศ โลกคงไม่ต่างจากเครื่องฟักไข่หรือเครื่องเพาะเชื้อ ชีวิตที่นี่อาจเริ่มต้นในที่ไกลแห่งใดแห่งหนึ่ง อาจเคยอยู่บนดาวอังคารหรืออยู่รอบๆ ดาวดวงอื่นมาก่อน



5)ความลับของดวงจันทร์ 




ไม่มีวัตถุท้องฟ้าในที่ใดที่จะศึกษาได้ดีกว่าดวงจันทร์ เราไปที่นั่น เลือกเฟ้น และนำหินกลับบ้าน แต่ดวงจันทร์ก็ยังคงเก็บความลี้ลับไว้มากมาย ที่ดูแปลกกว่าเก่า คือเรื่องหินบนดวงจันทร์ที่เคยเป็นของโลกมาก่อน มันหลุดออกจากโลกไปได้เมื่อหลายพันล้านปี เมื่อดาวเคราะห์น้อยชนโลกเข้าให้ ที่ๆ เก็บข้อมูลของโลกอยู่บนดวงจันทร์ ?!



ความพยายามเพื่อหาปริมาณ เมื่อเดือนกรกฎาคมพบ มวล 11,000 ปอนด์ จากโลกอยู่ห่างกันไม่กี่นิ้วตามพื้นผิวทุกตารางไมล์บนผิวดวงจันทร์ หินโลกบนดวงจันทร์น่าจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบของโลกได้ตอนโลกอายุยังน้อย บรรยากาศโลกและอาจเป็นกำเนิดของชีวิตด้วย ที่จะได้ข้อมูลนี้หาไม่ได้จากที่อื่นใดอีกนอกจากดวงจันทร์ เพราะโลกไม่เหมือนดวงจันทร์ ดวงจันทร์เงียบสงบไม่มีการเคลื่อนไหวภายใน



แต่โลกนำมวลจากภายในขึ้นมาที่ผิวใหม่ มีการพับหินดินที่เปลือกโลกเข้าไปข้างในและหลอมละลายเกินกว่าจะรับรู้ได้ ไม่มีใครแน่ใจว่าควรให้มวลของโลกอยู่ที่ดวงจันทร์นั่นต่อไป หรือควรเอามันกลับคืนมา การวิจัยครั้งใหม่นี้จะบังคับให้มนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ครั้งใหม่ จอห์น อาร์มสตรอง จากมหาวิทยาลัยวอชิงตันบอกว่า นี่จะเป็นวิธีเร็วและถูกที่สุดที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับกำเนิดดาวเคราะห์และการเกิดระบบสุริยะทั้งหมด



6)เราโดดเดี่ยวหรือไม่ 




เราค้นพบดาวเคราะห์ของระบบดาวอื่นที่ใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดี และดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจรใกล้ดาวของมันมากกว่าของระบบสุริยะของเรา ซึ่งเห็นว่าแปลก เราชักสงสัยว่าระบบสุริยะของเรามาตรฐานจริงหรือ? อย่างไรก็ตาม เมื่อมิถุนายนพบดาวเคราะห์ขนาดเท่าดาวพฤหัสบดีในวงโคจรรอบดาวอื่น



ตอนนี้มีความพยายามที่จะค้นหาดาวเคราะห์ขนาดเล็กกว่านั้น การศึกษาพ.ศ.2545 คาดว่ามีดาวเคราะห์เล็กๆ หลายพันล้านดวงโคจรรอบดาวทั้งหลาย สงสัยกันว่าจะมีดาวเคราะห์หินในวงโคจรคล้ายโลกของไหม? ความลี้ลับนี้คงพิสูจน์กันไม่ได้จนกว่าจะมียุคใหม่ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศขึ้นโคจร การศึกษาพ.ศ. 2545 พบว่ามีโอกาสของสิ่งมีชีวิตนอกโลกบนดาวเคราะห์คล้ายโลก และ 1 ใน 3 นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่กำลังพูดถึงอีที ก็จะตื่นเต้นกันมากที่มีโอกาสจะพบจุลชีพ



7)ดวงอาทิตย์ปริศนา 




ถ้าอยากค้นหาอาชีพที่อนาคตสดใส น่าจะเลือกเป็นนักฟิสิกส์ดวงอาทิตย์ น่าประหลาดที่เรายังไม่เข้าใจไดนามิกส์ของดาวที่เราโคจรรอบ ตอนนี้ ภาพใหม่ของดวงอาทิตย์ใน พ.ศ.2545 มีรายละเอียดมากที่สุด เปิดเผยโครงสร้างที่คล้ายคลองจากบริเวณสว่างไปยังใจกลางจุดมืดของดวงอาทิตย์ โครงสร้างแปลกนี้ได้รับเชื้อเพลิงจากความร้อนมหาศาลและพลังงานสนามแม่เหล็ก แต่ถ้าจะไปให้ไกลกว่านั้น เช่นการกำเนิดยังเป็นความลี้ลับอยู่ ปรากฏการณ์พลศาสตร์และโครงสร้างบนดวงอาทิตย์ทั่วไปยังไม่เข้าใจ แม้สังเกตการณ์กันมานานมากแล้วก็ตาม



8)อายุของเอกภพ 




นักวิทยาศาสตร์เห็นด้วยกับวิธีการทั่วไป ว่าเอกภพเริ่มแรกวิวัฒนาการแบบใด แต่เขาเริ่มโต้เถียงกันเมื่อเห็นหัวข้อของอายุเอกภพ อายุของเอกภพราว 12-15 พันล้านปี แต่มีการทบทวนหรือการทำให้ละเอียดยิ่งขึ้นที่ประกาศเป็นระยะๆ ช่วงห่างกันไม่กี่เดือน



กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลให้อายุเอกภพเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2545 มีค่า 13-14 พันล้านปี เราบอกไม่ได้ว่าคำตอบสุดท้ายจะมีได้เมื่อไร แต่ก็หวังจะได้ใน พ.ศ. 2546 คำถามที่อยากให้ตอบมีว่า อะไรเกิดขึ้นตอนเริ่มต้นเอกภพ? อะไรเกิดก่อนขณะนั้น? นี่เป็นคำถามที่นักเอกภพศาสตร์จะโต้แย้งกันตลอดไป เพราะไม่มีการสังเกตการณ์ได้โดยตรง และไม่มีการพิสูจน์ใดๆ



9) ดาวเคราะห์หายไป 2 ดวง 




มีภาพน่าประหลาดใจเมื่อนักวิทยาศาสตร์เก่งสร้างภาพจำลองคอมพิวเตอร์ครั้งล่าสุด ใส่ทฤษฎีเก่าแก่ที่ยอมรับกันมาหลายทศวรรษ ที่บอกว่าระบบสุริยะของเราเกิดได้อย่างไร แต่แล้วคอมพิวเตอร์กลับให้แผนภาพที่มีแค่ดาวเคราะห์ 7 ดวง?! ดาวเคราะห์ที่หายไปคือยูเรนัสและดาวเนปจูน ปัญหาเกิดขึ้นเพราะแบบจำลองมาตรฐานของการเกิดดาวเคราะห์ต้องการมวลมาชนกันและยึดติดกันแน่นหลายล้านปี เมื่อแกนใหญ่เกิดขึ้น ก๊าซถูกดึงเพื่อสร้างดาวเคราะห์ใหญ่อย่างดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ แต่ไกลกว่านั้นตรงที่เนปจูนและยูเรนัสอยู่



กลับไม่มีมวลมากพอจะสร้างดาวเคราะห์ใดได้ นักทฤษฎีอลัน บอสส์ จากสถาบันคาร์เนจีที่วอชิงตันให้ความคิดใหม่เรื่องกลไกที่สร้างดาวเคราะห์ยักษ์น้ำแข็ง บอสส์นึกภาพดาวเคราะห์ใหญ่ทั้งสี่ในระบบสุริยะของเรา ที่ไม่ได้มีวิวัฒนาการมาจากแกนหิน เมื่อใช้แบบจำลองมาตรฐาน แต่มันยุบตัวจากก้อนก๊าซใหญ่และก้อนฝุ่น การแก้ปัญหา บอสส์จำต้องให้ระบบสุริยะเริ่มแรกของเราอยู่ในส่วนอื่นของอวกาศ เขาเลือกบริเวณที่ดาวเกิดกันหนาแน่น บริเวณแบบนี้รังสีเหนือม่วงจากดาวดวงใกล้ๆ



แผ่ออกไปผลักมวลออกจากยูเรนัสและเนปจูนจนมีน้ำหนักน้อยลงเหลือเท่าที่เห็น ต่อมาระบบสุริยะได้เดินทางจากที่วุ่นวายนั้นมายังบริเวณในปัจจุบัน อันเป็นที่น่ารื่นรมย์ในดาราจักร ความคิดทั้งหมดดูดี แต่นักดาราศาสตร์อื่นสงสัย เรามีทฤษฎีเก่าแก่ที่ทำงานได้ไม่ดีนัก และมีทฤษฎีใหม่จากความคิดที่รุนแรงและกว้างไกล ในพ.ศ. 2546 ในขณะที่นักดาราศาสตร์บางคนกำลังยุ่งคอยมองหาดาวเคราะห์รอบดาวอื่นๆ บางคนก็พยายามหาว่าดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเราเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้อย่างไร



























ที่มา :

____________________

เครดิต :

________________________________

Pageviews

Nazca Lines ลายเส้นของพระเจ้า มนุษย์ต่างดาวหรือคนเดินดิน



ภาพลายเส้นง่าย ๆ เหล่านี้มีตั้งแต่รูปคน รูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น ลิง นก แมงมุม ปลาวาฬ กิ้งก่า รูปต้นไม้ จนถึงรูปทรงทางเรขาคณิต เป็นจำนวนหลายร้อยรูป











สิ่งหนึ่งที่เรามักทำกันเวลาไปนั่งเล่นริมชายทะเลคือเอาไม้วาดรูปเรื่อยเปื่อยไปบนผืนทราย เมื่อน้ำขึ้นจนท่วมรูปก็จะพัดพาเอาทรายกลับลงทะเลไปกลายเป็นชายหาดอันเกลี้ยงเกลาอีกครั้ง



กลางผืนทะเลทรายใกล้ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกในประเทศเปรู จะพบรูปภาพบนผืนทรายที่เหมือนใครเอาไม้ไปขีดเขียนไว้เป็นจำนวนหลายร้อยรูป มันคงไม่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ ถ้าแต่ละรูปไม่ได้มีขนาดใหญ่โตถึง 200 เมตร และรูปทั้งหมดครอบคลุมเนื้อที่กว่า 500 ตารางกิโลเมตร ท้าทายแดด ลม ฝน เป็นเวลากว่าสองพันปี

ลิง


จากการศึกษาทางโบราณคดี พบว่ารูปเหล่านี้สร้างขึ้นในช่วง 200 ปีก่อนคริสตศักราช จนถึงประมาณปี ค.ศ. 700 ภาพวาดเหล่านี้ใครเป็นผู้วาด วาดด้วยจุดประสงค์อันใด


นกฮัมมิงเบิร์ด ลองดูลวดลายแบบเดียวกันบนแจกันที่พบในบริเวณใกล้ ๆ 




และจากขนาดและความยาวของภาพลายเส้นเหล่านี้ คงมิได้สร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์บนโลกดูเป็นแน่ แต่ค่อนข้างชัดเจนว่าภาพเหล่านี้จงใจสร้างขึ้นเพื่อให้มองจากท้องฟ้า หรือนี่คือสัญญาณแสดงว่ามนุษย์เราเคยติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวมากว่าสองพันปีแล้ว







นกแร้ง (condor) 


หรือว่ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาถวายแด่เทพองค์ใดบนท้องฟ้าสรวงสวรรค์
หรือว่ามนุษย์บนโลกค้นพบวิธีการบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อกว่าสองพันปีมาแล้ว








รูปแสดง ตำแหน่ง ของ ลายเส้นแต่ละรูป





วาฬเพชฌฆาต
หรือว่าพระเจ้าจะทรงเป็นผู้สลักร่องรอยเหล่านี้ไว้บนผืนโลกกันแน่








แมงมุมขยุ้มพื้นทราย 
คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาท้าทายมนุษยชาติในยุคปัจจุบัน ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานการบันทึกทางประวัติศาสตร์ เราอาจไม่มีวันทราบคำตอบที่แท้จริงได้เลย





ต้นไม้




เทคนิคในการสร้างภาพลายเส้นเหล่านี้เป็นวิธีง่าย ๆ แต่ทำยาก นั่นคือการสกัดหินสีเข้มกว่าที่อยู่ที่ผิวออกให้เห็นเนื้อหินที่สีอ่อนกว่าด้านล่างให้ปรากฏออกมา และมีความลึกจากพื้นผิวเพียงแค่ 10-30 เซนติเมตรเท่านั้น จากการศึกษาค้นคว้า ไม่พบร่อยรอยของเทคโนโลยีใด ๆ ในการก่อสร้าง จึงพอจะสรุปได้ว่าทั้งหมดเป็นแรงงานจากฝีมือมนุษย์เท่านั้น









รูปมนุษย์ (หรือเปล่า) หัวกลมตาโต ยกมือขวาขึ้นโบกมือทักทายรูปนี้ ถูกขนานนามว่า “มนุษย์อวกาศ”

บางทีก็ดุเหมือน เจ้าหน้าที่ควบคุม เส้นทางการบิน (บอกว่าตรงนี้ลงจอดได้)
ทำให้ใครต่อใครเชื่อว่าลายเส้นแห่งนาซคาแห่งนี้เป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาวจากนอกโลก บางคนจินตนาการไปไกลถึงว่าเส้นบางเส้นอาจเป็นร่องรอยการขึ้นลงของยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว แต่ทฤษฎีนี้ก็ถูกปฏิเสธมาตลอดเช่นกัน







สาเหตุที่ภาพลายเส้นเหล่านี้อยู่คงทนมาสองพันปี เป็นเพราะสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ไร้ฝน ไร้ลม เราคงได้แต่หวังว่าสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปคงไม่กระทบหรือกระทบช้าที่สุดต่อมรดกโลกที่ซุกซ่อนตัวจากความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ ณ ที่แห่งนี้



ที่มา : atcloud.com

____________________

เครดิต :

________________________________

Pageviews

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

มนุษย์ดาวอังคาร เกรย์





Greys หรือ Grays เป็นชื่อเรียกมนุษย์ต่างดาวที่เราคุ้นเคยกันดี ที่มีลักษณะหัวโต ดวงตาสีดำใหญ่ไร้หนังตา ริมฝีปากบาง แขนยาว และผิวสีเทาซีด ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "เกรย์" ว่ากันว่าเกรย์นั้นเป็นชาวอังคารแต่อาศัยและสร้างอาณานิคมอยู่ใต้ดิน เพราะบนพื้นดินนั้นไม่อำนวยต่อการอาศัยอยู่ ทางเข้าไปยังนครของพวกเกรย์ที่อยู่ใต้ดินนั้นจะมีอุโมงค์ขนาดใหญ่ลึกลงไปถึงใจกลางดาว ถ้าใครเคยผ่านตาภาพลักษณะเหมือนอุโมงค์ใต้ดินที่นาซ่าถ่ายมาได้ คงพอจะนึกออกนะครับส่วนที่อยู่อาศัยของเกรย์นั้น จะเป็นลักษณะเหมือนยานอวกาศหรือยานยังชีพสำหรับตัวเองหรือครอบครัว ซึ่งจะใช้ไปไหนมาไหนได้ง่ายและสะดวก แต่ก็จะมีสิ่งก่อสร้างที่เป็นสถานที่สำคัญๆ อยู่ด้วย แต่ปัจจุบันพวกเขายังอาศัยอยู่ในใต้ดินของดาวอังคารหรือเปล่า อันนี้ไม่เป็นที่แน่ชัด หรือว่า……..ตอนนี้พวกเขากำลังจะหาบ้านใหม่ !!!



'
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจากข่าวการพบเห็นจานบิน ปรากฏการณ์ประหลาด ในโลกเราอยู่เสมอและรายงานการพบเห็นปรากฏเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปีจนถึงปัจจุบัน จากข้อมูลบางแหล่งได้รายงานว่า ส่วนหนึ่งของพวกเกรย์ได้เริ่มมาอาศัยอยู่บนโลกของเราบ้างแล้ว และรัฐบาลได้พยายามสร้างความเชื่อต่อสาธารณะชนให้พยายามคิดว่าเอเลี่ยนนั้นไม่เป็นอันตราย และพยายามริเริ่มมีนโยบายของการรับเอเลี่ยนเข้ามาอยู่ในโลกอย่างลับๆ และโครงการในอนาคตเพื่อเป็นการเตรียมการสร้าง New World Order หรือ NWO (ไม่ใช่กลุ่มนักมวยปล้ำ นะ หึ หึ หึ) หรือ นโยบายการจัดระเบียบของโลกใหม่ให้ทุกอย่างเป็นระบบหรือระเบียบมากขึ้น เพื่อง่ายและสะดวกต่อการควบคุมพลเมืองหรือประชาชน (อาจคล้าย The Matrix นา) โดยรัฐบาลได้พยายามสร้างสภาวะทางสังคมที่เอื้ออำนวยต่อเกรย์ ให้สามารถอาศัยได้เมื่อพวกเขามาถึง โดยจากการอาศัยพลังของสื่อเพื่อชักนำและชักจูงประชาชนทีละเล็กน้อย เพราะเหตุนี้เราถึงมีภาพยนตร์ เช่น ID 4 Men in Black X-Files ET รวมไปถึงการ์ตูน นิตยสาร ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่มีรูปของเกรย์ติดอยู่ ให้คุ้นเคยกับการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาวหรือเอเลี่ยน และเพื่อดึงดูดและโน้มน้าวใจของประชาชน







รัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของพวกเกรย์หรือเพียงแต่จะใช้พวกเขา เพื่อปฏิบัติการอย่างอื่นใดต่อไปในอนาคตหรือไม่ ? คำตอบไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ในอนาคตเมื่อรัฐบาลเตรียมการทุกอย่างเสร็จสำหรับพวกเกรย์แล้ว เกรย์จะเริ่มสลัดเกราะหินที่ปกคลุมส่วนผิวยานออกและจะเริ่มมุ่งหน้ามายังโลกทันที และเกรย์ก็จะใช้โปรแกรมที่พัฒนามากว่าร้อยปี โดยโปรแกรมนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ปกครองโลกเราและทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่รู้ว่าเป็นโปรแกรมประเภทใด แต่อาจจะคล้ายแบบ mind control ก็ได้ขะรับ เป็นการควบคุมเราให้อยู่ในปกครองของเกรย์และรับใช้ต่อพวกเขา ซึ่งว่ากันว่าในขณะนี้มียานอวกาศลำมหึมาลอยอยู่ในอวกาศห่างจากโลกออกไป ซึ่งมันแฝงตัวอยู่ในรูปของดาวเคราะห์หรือที่เราเรียกกันว่าดาวหาง "Hale Bopp" แต่จริงๆ แล้วมันคือสถานีอวกาศขนาดยักษ์ ซึ่งมีเกรย์กว่า 300 ล้านอาศัยอยู่เพื่อรอการครอบครองโลก และคุมเชิงอยู่นอกโลกเพื่อรอเวลาพวกนี้ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวที่เป็นมิตรแก่มวลมนุษย์แต่อย่างใด เป้าหมายของเกรย์คือมุ่งครองดวงดาวของเราและใช้ทรัพยากรจากดาวของเราเพื่อเป็นที่อาศัยอยู่เท่านั้น วันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ อนาคตหมู่มวลมนุษย์ชาติจะเป็นยังไงต่อไป ก็จับตาคอยรอดูกันต่อไปก็แล้วกัน แต่ถ้าวันนั้นมาถึงก็ "May The Force Be With You" ละกัน









เป็น CT ที่มีเนื้อหาที่ค่อนข้างซีเรียสไปนิดนึง :> อ่านแล้วก็อย่าคิดมากหรือตีโพยตีพายไปนะครับ ถือว่าเพื่อความบันเทิงอย่างที่บอกกันบ่อยๆ ว่ามันก็ยังเป็นเพียงแนวคิดหรือทฤษฎีแปลกๆ ของทางฝรั่งเค้าเท่านั้นเอง ดูเพื่อความสนุกดีกว่าใช่มั๊ยครับ ?







ที่มา : mythland

____________________

เครดิต :

________________________________

Pageviews

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เปิดตำนาน "เสือสมิง" มีจริงหรือไม่

เรื่องราวลี้ลับหลายเรื่องถูกเล่าขานผ่านการเวลา จนเรียกกันว่าเป็นตำนาน ซึ่งไม่อาจฟันธงได้ว่า เรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงมากน้อยแค่ไหน หรือถูกแต่งเติมอะไรมาบ้างแล้วจากเวลาที่ล่วงเลยมา หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของ “เสือสมิง” ซึ่งเป็นตำนานของเสือที่ดุร้าย ชอบจับคนกินเป็นอาหาร และเมื่อเสือกินคนเข้าไปมาก ๆ วิญญาณของคนเหล่านั้นก็สิงอยู่ในกายเสือ ทำให้เสือตัวนั้นมีความอาถรรพ์กว่าเสือธรรมดา สามารถแปลงกายเป็นคนได้ เพื่อหลอกล่อคนให้มาเป็นเหยื่อ และยิ่งเสือสมิงกินคนเข้าไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีฤทธิ์มากขึ้นทวีคูณ

นั่นเป็นเพียงเรื่องราวคร่าว ๆ ที่มักได้ยินได้ฟังกัน แต่ยังมีอีกเรื่องราวหนึ่ง เกี่ยวกับการเกิดเสือสมิง ที่ไม่ใช่แค่เสือดุร้ายมากินคนแล้วกลายเป็นเสือสมิง แต่เป็นเรื่องของไสยศาสตร์ นั่นก็คือ ผู้ที่มีวิชาอาคมที่เรียกว่า “วิชาเสือ” เรียกเอาวิญญาณของเสือมาสิงในตัวเอง ผนวกเข้ากับการที่บุคคลผู้นั้นเรียนอาคมทางเดรัชฉานวิชาด้วย เมื่อนานเข้า ทั้งวิชาเรียกเสือและอาคม ทำให้ผู้นั้นกลายเป็นเสือสมิง และยิ่งถ้าหากเสือตนนี้ได้ไปกินคนเข้า ก็จะกลายเป็นเสือสมิงโดยสมบูรณ์

มีเรื่องเล่าขานและค่อนข้างดังมาก เมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว และดูเหมือนว่า กลายเป็นข่าวลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ของประเทศว่า มีชาวบ้านทางภาคเหนือได้รับความเดือดร้อนที่ว่า มีเสือตัวใหญ่เข้าไปทำร้ายคนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งนั้น เป็นที่หวาดกลัวแก่ชาวบ้านมาก จึงได้ไปขอความคุ้มครองจากทหารหน่วย ตชด. เพื่อเข้ามาดูแลความปลอดภัยภายในหมู่บ้าน ฝ่ายทหารหน่วย ตชด. จึงส่งกำลังเข้าไปคุ้มครองและได้ล่าเสือตัวนั่นไปในตัว

กลางดึกคืนหนึ่งนั้นฝ่าย ตชด. ได้จัดกำลังตรวจตราหน่วยหนึ่ง และส่วนที่เหลือก็เข้าที่พัก บนศาลาที่จัดกันไว้ เป็นที่พักผ่อนนอนหลับ และในตอนดึกคืนนั้น ศาลาที่หน่วย ตชด. พัก เกิดสั่นไหวโยกเอน เมื่อทหารที่นอนตื่นกันลุกขึ้นมาดู กลับเห็นเสือโคร่งขนาดใหญ่ พิงสีตัวอยู่ที่โคนเสาศาลา ทหารกำลังหน่วยนั้นได้ยิงใส่เสือโคร่งใหญ่นั้น ทำให้เสือตัวนั้นบาดเจ็บและหายไปในความมืดนั้น ครั้นรุ่งเช้า หน่วยทหารจึงทำการติดตามแกะรอยเลือดเสือตนนั้นไป

จากการติดตามรอยเลือดนั้นผลปรากฏว่า รอยเลือดนั้นไปสิ้นสุดที่หลุมเนินดินแห่งหนึ่ง แล้วไม่ปรากฏรอยเลือดนั้นไปทางไหนอีก ทหารที่ติดตามนั้นเห็นเนินดินแล้วจึงตัดสินใจในความสงสัยกันบางอย่าง จึงขุดหลุมเปิดเนินดินนั้น เมื่อขุดไปลึกพอประมาณ ก็ต้องอึ้งกันไปทั้งหมด เพราะสิ่งที่เห็นในหลุมนั้นปรากฏว่า เป็นศพผู้ชายคนหนึ่งแต่ตัวท่อนล่างนั้นเป็นสภาพของเสือลายพาดกลอน ดูเหมือนว่าเป็นการกลายร่างจากเสือเป็นคนที่ยังไม่สมบูรณ์นั้นเอง จากการถามที่มาของศพชายผู้นี้ ได้ความว่า เป็นคนในหมู่บ้านย่านนั้น และสาเหตุที่ตายเพราะผิดผีจึงตาย ประเด็นน่าสนใจอยู่ที่ว่า ชายผู้นี้ผิดผีอะไร อย่างไร ซึ่งหนังสือนั้นมิได้กล่าวถึง จึงยากต่อการวิเคราะห์ได้
อีกหนึ่งเรื่องเล่าเกี่ยวกับเสือสมิง จากอดีตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ชื่อว่าลุงทองปัจจุบันเกษียณแล้ว 

เรื่องราวมีอยู่ว่า มีอยู่ปีหนึ่ง เขาได้ลาพักร้อน 3 วัน เพื่อพักผ่อน แต่การพักผ่อนครั้งนั้น เขาตั้งใจว่าจะไปนั่งห้างที่ทุ่งใหญ่นเรศวร เพื่อดูสัตว์ป่ามากินดินโป่งตอนกลางคืน บรรยากาศดี เย็นสบาย ก่อนจะเข้าป่าครั้งนั้น ได้สั่งภรรยาไว้ว่า “ไม่ต้องเข้าไปตามนะ พี่จะเข้าป่า อีก 3 วันพี่จะกลับออกมา” หลังจากนั้นเขาก็ได้เตรียมสัมภาระที่จำเป็นในการเข้าป่า เขาเล่าว่าเดินเข้าไปลึกมาก พอถึงห้างที่จะพำนัก เพื่อดูสัตว์ในเวลากลางคืน คืนแรกผ่านไปบรรยากาศดีมาก ลมเย็นสบาย เห็น หมูป่า ตัวหัวหน้าพร้อมหมูตัวเมียแวดล้อมออกมาหาดินโป่งกินตอนกลางคืน ทุ่งใหญ่นเรศวรสมัยนั้น สัตว์ป่าชุกชมมาก ถือเป็นป่าใหญ่ก็ว่าได้

พอถึงวันที่ 2 ตกกลางคืนเขาก็ขึ้นไปนั่งบนห้างเช่นเคย คืนนี้แปลก ฟ้ามืดสนิท ไม่มีดาว ไม่มีแสงจันทร์ ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบผิดปกติ และแล้วเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดิน เขาตั้งใจฟัง ใจนึกว่าใครหนอกล้าหาญมาก มาเดินป่าตอนกลางคืน จากนั้นเขาก็ได้ยินเหมือนเสียงเมียตัวเองเรียก “พี่ทอง พี่ทอง นี่ฉันเอง” เขามองลงไป เห็นเมีย ถือตะเกียงเจ้าพายุ มายืนอยู่บอกว่า ลูกไม่สบาย ตัวร้อนจัด ฉันทำอะไรไม่ถูกเลยมาตามพี่ พอเห็นเมียเขาก็ทำท่าจะลงจากนั่งห้างไปหาเมีย แต่ก็เอะใจขึ้นมาว่า
ทำไมภรรยาถึงรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้, ทำไมถึงกล้าหาญมาในป่าลึกกลางคืน โดยไม่กลัวสิงสาราสัตว์เลย, เวลาคุย จะพยายามหลบสายตา ไม่ยอมสบตาเราตรง ๆ, ตะเกียงเจ้าพายุ หากมาจากบ้านน้ำมันตะเกียงน่าจะหมด แต่ทำไมถึงสว่างอยู่ได้ และในมือก็ไม่มีสัมภาระมาเลย มาในชุดคอกระเช้าและผ้าถุง ซึ่งเป็นชุดอยู่บ้าน

ที่เขาตัดสินใจ หันปากกระบอกปืนส่งให้เมีย และพูดว่า “รับปืนพี่ที พี่จะลงไปแล้ว” พอเมียตัดสินใจยื่นมือจะรับกระบอกปืน เขาก็ลั่นไกปืนยิงทันที่ เสียงปืนดังสนั่น ท่ามกลางความเงียบในคืนราตรีคืนนั้น มีเสียงเสือคำราม และพุ่งพรวดด้วยความเร็วออกไปทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นแนวป่าลึกเข้าไปอีก เขาตกใจมาก ๆ เสือสมิง เหลือเชื่อมาก เสือสมิงมีจริงด้วยหรือ เห็นเป็นตำนาน แต่นี่อะไรกัน และศพเมียไปไหน หรือโดนเสียกินไปแล้ว พอรุ่งเช้ารอให้ตะวันโด่ง เขาตัดสินใจกลับบ้าน 

แต่ยังคาใจเรื่องแปลกเมื่อคืน จึงตัดสินใจเดินลงไปในแนวป่าลึกที่มีเงาทะมึน พุ่งพรวดไปทางนั้น ไม่ไกลนัก เขาก็เห็นเสือลายพาดกลอน ขนาดใหญ่นอนตายอยู่ เห็นอย่างนั้นก็ตัดสินใจกลับบ้านทันทีตัดสินใจกลับบ้านทันที

พอถึงบ้านเห็นเมียกำลังเล่นกับลูก ก็โล่งอก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ถามเพียงว่า 3 วันนี่ไปไหนมาบ้าง เมียแกตอบว่าไม่ได้ไปไหนพี่ อยู่บ้านกับลูกตลอด ลุงทองบอกว่าเหลือเชื่อมาก ๆ ถ้าไม่เจอกับตัวจะไม่เชื่อ
เลย คิดว่าเป็นตำนาน ที่ไหนได้มีจริงในโลก

เขาบอกว่าการลั่นไกครั้งนั้น ตัดสินใจยิงที่ตะเกียงเจ้าพายุ เพราะพรานเฒ่าเคยสอนว่า เสือสมิงแปลงร่างเป็นคนได้ หากจะฆ่าให้ตายให้ยิงที่แสงไฟที่มันถือ ขณะแปลงร่างเป็นคน เพราะนั่นคือหัวใจของมัน

เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเสือสมิง เป็นเรื่องที่เล่าขานกันมาปากต่อปาก ใครที่เคยพบเห็นกับตัวก็คงยืนยันได้ว่าอาจจะมีอยู่จริง แต่คนที่ฟังเพียงเขาเล่ามา ก็มิควรปักใจ เพราะเรื่องเล่าหลายเรื่องยิ่งผ่านกาลเวลามายาวนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีสีสันเติมแต่งมากกว่าข้อมูลที่มีอยู่เดิมมากขึ้นเท่านั้น ฟังไว้เพื่อประดับความรู้ดูจะเข้าท่ากว่า และหากวันใดต้องเผชิญหน้ากับเสือสมิงเข้าจริง เรื่องราวที่ฟังเขาเล่ามาก็อาจจะจำเป็นขึ้นมาในทันทีทันใดก็เป็นได้...

แฮปปี้เบิร์ดเดย์จ๊ะ Jang Geun Suk

Super Junior ปล่อยมิวสิควีดีโอ ‘Mr. Simple’ ออกมาแล้ว

Wonder Girls พาไปดูเบื้องหลังโคฟเวอร์เพลง “Nothin’ On You”