แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตำนาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตำนาน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เมืองตักศิลา (Taxila) เมืองแห่งศิลปวิทยาการในอดีต

 

 

122_4_958865c7f99284f

เมืองตักศิลา (Taxila) เมืองแห่งศิลปวิทยาการในอดีต
ตักศิลา เป็นชื่อเมืองอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐปัญจาบ เป็นมหาวิทยาลัยและเป็นศูนย์กลางของศิลปวิชาการ ในอดีตของอินเดียตั้งแต่ก่อนพุทธกาลมีสำนักอาจารย์ทิศาปาติโมกข์ สั่งสอนศิลปวิทยาต่าง ๆ แก่ศิษย์ที่มาเล่าเรียนในแถบดินแดนชมพูทวีปบุคคลสำคัญและมีชื่อเสียงหลายท่านที่สำเร็จการศึกษาจากที่แห่งนี้ อาทิเช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล หมอชีวกโกมารภัจจ์ และองคุลีมาล
ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ชนชาติเฮพธาไลต์ (Hephthalite) ได้ยกทัพมาตีอินเดียและทำลายพระพุทธศาสนา ทำให้เมืองตักศิลาพินาศสาบสูญแต่บัดนั้น
ปัจจุบันนี้ตักศิลาอยู่ในเขตประเทศปากีสถาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงอิสลามาบัด คงเหลือแต่ซากเมืองให้ได้เห็น มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญคือ พิพิธภัณฑ์ตักศิลา ซึ่งได้เก็บรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับความเป็นอยู่และภูมิปัญญาของชาวตักศิลายุคต่างๆ เอาไว้อย่างเป็นระบบระเบียบ รวมถึง ซากสถูปเจดีย์ วัดวาอาราม แลปฏิมากรรม แบบศิลปะคันธาระ จำนวนมาก อันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้คนจนรัฐบาลปากีสถานได้อนุรักษ์ไว้เป็นโบราณสถานภายใต้การสนับสนุนขององค์การยูเนสโก

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตำนานแอตแลนตีส

 

การตามหามหานคร “แอตแลนตีส” มีมาตลอดหลายยุคหลายสมัย ทั้งยังเป็นปริศนาให้เหล่าผู้ชื่นชอบเรื่องราวลี้ลับได้ค้นคว้าหาตำตอบกันมากต่อมาก ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของบทความ การค้นคว้าทางวิชาการ หนังสือ ภาพยนตร์ และเรื่องเล่าต่อๆ กันมา
โดย ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน ภาคีราชบัณฑิตยสถาน ได้เขียนถึง แอตแลนตีส ไว้อย่างสมบูรณ์ ความว่า
เมื่อ 2,300 ปีก่อน มีนักปราชญ์ชาติกรีกท่านหนึ่งชื่อ "เพลโต" (Plato) ได้เรียบเรียงบทสนทนาไว้สองบทชื่อ ไทมาอุส (Timaeus) และ ครีตีอัส (Critias) บทสนทนานี้ได้กล่าวถึงทวดของเพลโตที่ชื่อว่า ครีตีอัส ได้ยินนิทานที่พ่อของท่านที่ชื่อ ดรอพิเดส (Dropides) เล่ามาอีกต่อหนึ่งว่าเพื่อนของท่านที่ชื่อ ซาลอน (Solon) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในราว 533 ปีก่อนคริตศักราช (พ.ศ.10)

"เพลโต" ผู้เผยแพร่เรื่องราวของแอตแลนตีส

ดรอพิเดสได้ฟังมาจากพระชาวอียิปต์ว่า มีอาณาจักรใหญ่แห่งหนึ่งที่รุ่งเรืองและมีอำนาจมาก ชื่อ แอตแลนตีส (Atlantis) ตั้งอยู่บนเกาะๆ หนึ่งกลางมหาสมุทรแอตแลนติก และเกาะมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่ในเวลาต่อมาเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้ทำลายเกาะ และเกาะได้ถูกคลื่นยักษ์ในไหลท่วมจมหายไปในทะเลอย่างไม่มีใครคนใดพบเห็น เกาะอีกเลย
ในบทสนทนาที่ชื่อครีตีอัสนั้น เพลโตได้เล่าถึงอาณาจักรแอตแลนตีสว่า ประชาชนของอาณาจักรนี้เป็นลูกหลานของโพเซดอน (Poseidon) เทพแห่งทะเล บนเกาะมีภูเขา มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีป่าไม้ แร่และสัตว์ป่าเช่น ช้าง มากมาย อาณาจักรนี้มีกษัตริย์ปกครองถึง 10 พระองค์ ซึ่งทุกองค์เป็นบุตรที่ถือกำเนิดจากนางไคลโต (Cleito) และเทพโพเซดอน และทุกๆ 5 ปี กษัตริย์ที่กำลังปกครองแอตแลนตีส จะล่าวัวศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำไปถวายเป็นเทพบูชาแด่โพเซดอน
เพลโต ยังเล่าอีกว่าในเมืองหลวงของแอตแลนตีส มีบ่อน้ำร้อนสำหรับการอาบน้ำในฤดูหนาว และบ่อน้ำเย็นสำหรับการอาบน้ำในฤดูร้อนอีกด้วย ซึ่งสถานอาบน้ำเหล่านี้ยังถูกแบ่งออกเป็นระดับๆ สำหรับคนในวรรณะต่างๆ เช่น สำหรับกษัตริย์ คนธรรมดา และม้า ตัวเกาะนอกจากจะมีกำแพงล้อมรอบแล้วยังถูกแบ่งออกเป็นวงแหวนที่เรียงซ้อนกัน 5 วง โดยมีสะพานเชื่อมโยงระหว่างวงเหล่านั้นและเรือเดินสมุทรสามารถลอยลำเข้าไป ได้ถึงใจกลางเมือง ชาวเมืองแอตแลนตีสยังมีการศึกษาและมีความสามารถด้านการทำสงครามรวมถึงมีศีลธรรมอันสูงส่งอีกด้วย
แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน ความเจริญรุ่งเรืองของแอตแลนตีสก็ได้เริ่มสลายจากความเป็นอารยะ ชาวแอตแลนตีสได้เปลี่ยนเป็นคนที่กระหายอำนาจ เทพเจ้าซีอุส (Zeus) จึงได้ลงโทษอาณาจักรแอตแลนตีสทันที แต่เมื่อบทสนทนาครีตีอัส กล่าวถึงตรงนี้ เพลโตได้ตัดสินใจจบการเล่าเรื่องอย่างฉับพลัน

ในปี พ.ศ. 202 50 ปีหลังจากที่เพลโตได้เสียชีวิตลง คนรุ่นหลังและเหล่าศิษย์ก็ได้พยายามหาคำตอบว่าอาณาจักรแอตแลนตีส ของเพลโตอยู่ที่ใด และอาณาจักรนี้มีหรือไม่
อริสโตเติล (Aristotle) ศิษย์เอกของเพลโต คิดว่า แอตแลนตีสคืออาณาจักรในจินตนาการของเพลโตที่ไม่มีตัวตน และแม้แต่ในยุคของผู้เฒ่าไพลนี (Pliny the Elder) ผู้เป็นนักประวัติศาสตร์โรมันที่มีชื่อเสียงราวปี พ.ศ. 620 ความเชื่อและความไม่เชื่อในเรื่องของแอตแลนตีสก็ยังคงมีอยู่ โดยพวกที่เชื่อก็มักจะอ้างว่า เพลโตเป็นนักปราชญ์ที่มีคุณธรรม ดังนั้น ในการเขียนบทประพันธ์ใดๆ ย่อมเขียนอย่างมีเหตุผลและกลั่นกรองแล้วว่ามีความถูกต้อง ส่วนพวกที่ไม่เชื่อซึ่งก็มีมากมายจะอ้างว่าถ้า แอตแลนตีสมีจริงน่าจะมีคนพบเห็นซากของอาณาจักรบ้าง แต่ตลอดเวลากว่า 2,000 ปีนี้ ไม่มีใครเคยได้เห็น แอตแลนตีสเลย
แล้วถ้า แอตแลนตีส มีจริง อาณาจักรนี้ควรตั้งอยู่ ณ ที่ใด?
เพล โต ได้เขียนไว้ว่า แอตแลนตีส ตั้งอยู่เลย "พิลลาร์ ออฟ เฮอร์คิวลีส"  (Pillars of Hercules) หรือ เสาหินแห่งเฮอร์คิวลีส ออกไป ซึ่งในปัจจุบันเสาหินดังกล่าว คือช่องแคบยิบรอลตา (Gibraltar) ดังนั้นแอตแลนตีส จึงควรอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีใครรู้จักดีเพราะแอตแลนติกเป็นพื้นน้ำที่ยังไม่มีใครกล้าข้าม เกาะลึกลับต่างๆ ที่อยู่ในนิยายกรีกยุคนั้นจึงมักจะถูกกำหนดให้ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอนแลนติกทั้งสิ้น

พิลาร์ ออฟ เฮอร์คิวลีส ซึ่งปัจจุบันเชื่อว่าเป็น "ช่องแคบยิบรอลตา"

ใน ปี พ.ศ. 2096 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่โคลัมบัส (Columbus) ได้พบทวีปอเมริกาแล้ว 50 ปี นักประวัติศาสตร์ชาวสเปนท่านหนึ่งชื่อ ฟรานเซสโก โลเปส โด โกมารา (Francesco Lopes do Gomara) ได้เสนอแนะว่าหมู่เกาะอินเดียตะวันตก (West Indies) และทวีปอเมริกา คือ แอตแลนตีส แต่ไม่นานความคิดนี้ก็เริ่มหมดความเชื่อถือไป
แต่บรรดาผู้คนที่ยังหลงไหลในมนต์เสน่ห์ของ แอตแลนตีส ก็ได้คิดต่อไปว่า อาณาจักรนี้น่าจะตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกมากกว่า แถวหมู่เกาะอะซอเรส (Azores) หรือ มาดีราส (Madeiras) หรือ คานารีส (Canaries) แต่จากการศึกษาทางโบราณคดีที่หมู่เกาะเหล่านี้ไม่ได้ให้หลักฐานใดๆ ว่าเคยเป็นอาณาจักร แอตแลนตีส มาก่อนเลย เมื่อไม่มีหลักฐานใดๆ ในแอตแลนติก ผู้คนที่ยังมีความศรัทธาก็ได้หันมาพิจารณาคำของเพลโต ที่ว่า พิลาร์ ออฟ เฮอร์คิวลีส นั้นจริงๆ แล้ว เพลโตน่าจะหมายถึงช่องแคบ ดาร์ดาแนลเลส (Dardanelles) ของทะเลดำ (Black Sea) มากกว่า ดังนั้นการค้นหาจึงได้ถูกย้ายจากมหาสมุทรแอตแลนติกมากระทำในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) แทน

เกาะเทรา ที่เข้าใจกันว่าเป็น "แอตแลนตีส"

ใน ปี พ.ศ. 2443 เมื่อเซอร์ อาร์เธอร์ อีวานส์ (Sir Arthur Evans) แห่งอังกฤษได้ขุดพบพระราชวังนอสซอส (Knossos) ของอารยธรรมไมนวน (Minoan) บนเกาะครีท (Crete) ในทะลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้ หนังสือพิมพ์ ไทม์ส (The Times) ได้พาดหัวข่าวว่าอีวานส์พบแอตแลนตีสแล้ว แต่ก็ไม่มีใครยอมรับ เพราะการสำรวจทางโบราณคดีและทางธรณีวิทยาที่กระทำในเวลาต่อมาได้แสดงให้เห็นว่า เกาะครีทไม่เคยจมลงใต้ทะเลเลย

ในอีก 30 ปีต่อมา เมื่อมารีนาสโตส (S. Marinastos) นักโบราณคดีชาวกรีกได้ขุดพบวัตถุโบราณและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ของอารยธรรมไมนวน บนเกาะครีท เขาได้พบว่าวัตถุเหล่านี้ถูกฝังอยู่ภายใต้ฝุ่นภูเขาไฟ ที่ได้ระเบิดบนเกาะเทรา (Thera) เมื่อ 4,000 ปีก่อนนี้ และฝุ่นได้ลอยไกลจากเกาะเทรามาตกปกคลุมเกาะครีตซึ่งอยู่ไกลกันถึง 96 กิโลเมตร ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2482 มารีนาสโตสจึงได้เสนอแนวความคิดว่า อารยธรรมไมนวน บนเกาะครีท ต้องล่มสลายเพราะได้เกิดการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟบนเกาะเทรา Thera (ซึ่งปัจจุบันเรียกเกาะซานโตรีนี (Santorini)) โดยเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในครั้งนั้นได้ทำให้พระราชวังนอสซอส และเมืองต่างๆ ของอาณาจักรไมนวนพังทลาย เถ้าถ่านและฝุ่นละอองจากภูเขาไฟได้ถล่มถมทับสิ่งปรักหักพังเหล่านี้จนหมด เมื่อมารีนาสโตสได้ขุดพบหลักฐานทางโบราณคดีที่สนับสนุนความคิดนี้ ที่เมืองอโครตีรี (Akrotiri) ซึ่งอยู่ทางใต้ของเกาะเทรา เขาก็ได้พบถนนหนทาง เครื่องใช้ เช่น เครื่องปั้นดินเผามากมาย จึงแสดงให้เห็นว่าอโครตีรี ก็เคยเป็นดินแดนหนึ่งของอารยธรรม ไมนวน บนเกาะครีทเช่นกัน
ประวัติ ศาสตร์ได้จารึกไว้ว่าอารยธรรมไมนวนเป็นอารยธรรมโบราณที่เคยรุ่งเรืองในแถบ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อนนี้ และอาณาจักรนี้มีจุดศูนย์กลางของความเจริญอยู่ที่เกาะครีท ชาวไมนวนมีอารยธรรมสูง มีกฎหมายใช้ มีเทคโนโลยีการถลุงแร่ รู้จักการขุดคลอง อุโมงค์ และสร้างท่าเรือ นอกจากนี้ยังรู้จักสร้างบ้านให้มีที่ระบายอากาศ และสร้างห้องน้ำที่มีชักโครกได้อีกด้วย ส่วนในเรื่องค้าขายนั้นชาวไมนวนชอบค้าข้าวสาลี ทองแดง ตะกั่วและเครื่องปั้นดินเผา กับผู้คนจากที่ไกลๆ อาณาจักรนี้มีเมืองท่าสำคัญอยู่บนเกาะเทรา แต่เมื่อราว 3,500 ปีมานี้เอง อาณาจักรไมนวนก็ได้สลายมลายสูญไปในทำนองเดียวกับ แอตแลนตีส ของเพลโต
จากการศึกษาของมารีนาสโตส ในเวลาต่อมาได้ทำให้เรารู้ว่าเมื่อ 1,520 ปีก่อนคริสตกาลนั้น ภูเขาไฟบนเกาะเทราได้ระเบิด 3 ครั้ง และในครั้งสุดท้ายนั้น พลังระเบิดของภูเขาไฟที่สูงถึง 1,600เมตรมีความรุนแรงมากยิ่งกว่าการระเบิดของภูเขาไฟกรากาตัว (Krakatoa) ในอินโดนีเซียที่ระเบิดเมื่อปี พ.ศ. 2462 ถึง 5 เท่า เสียงภูเขาไฟระเบิดในครั้งนั้นสามารถได้ยินไปไกลถึง 3,000 กิโลเมตร ทำให้เกาะเทราทรุดจมลงใต้ทะเล โดยฝุ่น ควันและเขม่าภูเขาไฟได้พุ่งขึ้นฟ้าบดบังแสงอาทิตย์ ทำให้พื้นที่กว่า 400 ตารางกิโลเมตรในบริเวณรอบๆ ภูเขาไฟเปลี่ยนสภาพจากกลางวันเป็นกลางคืน เถ้าถ่านและลาวาที่หนาถึง 30 เมตรได้ทับถมอารยธรรมไมนวนบนเกาะเทราไปจนหมดสิ้น และ อีก 40 ปีต่อมา การยุบตัวของปล่องภูเขาไฟบนเกาะเทราได้ทำให้ทะเลบริเวณรอบเกาะปั่นป่วน เกิดคลื่นยักษ์ (tsunami) ที่มีความสูงถึง 30 เมตร พุ่งเข้าถล่มเกาะครีต มีผลทำให้อารยธรรมไมนวนถึงจุดจบ แล้วอารยธรรมไมซีเนียน (Mycenean) ก็ได้เข้ามาแทนที่ทันที
เหตุการณ์ ปฐพีถล่มในครั้งนั้น อธิบายชะตากรรมของครีทได้อย่างสมบูรณ์และมารีนาสโตสเองก็คิดว่าเหตุการณ์นี้อธิบายการสูญสลายของ แอตแลนตีส ด้วยทฤษฎี ครีท - เทรา (Crete - Thera) จึงเป็นทฤษฎี แอตแลนตีส ที่ผู้คนยอมรับกันมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้ประมาณ 20 ปี ความเชื่อในทฤษฎีนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อนักประวัติศาสตร์ ได้พบหลักฐานเพิ่มเติมว่าภูเขาไฟบนเกาะเทราได้ระเบิดก่อนที่พระราชวังนอสซอส บนเกาะครีทจะถูกถล่มถึง 150 ปี

มีหนังสือชื่อ มิสทรี ออฟ ดิ แอนเชียน เวิลร์ด (Mysteries of the Ancient World) หรือปริศนาลึกลับแห่งโลกโบราณ ซึ่งมี ฟรานเดอร์ (J. Flanders) เป็นบรรณาธิการ และออกวางขาย ปลายปี 2541 กล่าวถึง แอตแลนตีส ว่า
เพลโต เป็นบุคคลเดียว ที่ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับอาณาจักรนี้ และตั้งแต่นั้นมาใครก็ตามที่พูดถึง แอตแลนตีส ต่างก็จะอ้างเพลโตทั้งสิ้น จากเอกสารและหลักฐานทั้งหลาย ที่ปรากฏไม่มีใครรู้อย่าง 100%ว่า เพลโตได้ตั้งใจเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อลวงโลก หรือไม่ คนบางคนคิดว่าปราชญ์ โซลอน (Solon) ที่เพลโตอ้างว่าได้ยินเรื่อง แอตแลนตีส จากพระชาวอียิปต์นั้นได้นำเรื่อง นี้มาบอกต่อๆ กันไปจากปากต่อปาก จึงอาจจะทำให้เนื้อหาของเรื่อง ผิดเพี้ยนไปบ้าง
และถ้าแอตแลนตีส มีจริงดังที่ เพลโต เขียนไว้ เหตุใดพระอียิปต์ จึงไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ เฮโรโดตัส (Herodotus) นักประวัติศาสตร์ชาติกรีกที่ได้เคยไปเยือนอียิปต์เมื่อ 450 ปีก่อนคริสต์กาลฟัง และถ้าข้อมูล แอตแลนตีส มาจากพระอียิปต์แต่เพียงแห่งเดียวจริง และข้อมูลนั้นมีเรื่องที่เกี่ยวกับกรีกด้วย เราก็ไม่สามารถจะมั่นใจได้ว่า ข้อมูลของชาวอียิปต์ ที่เกี่ยวกับเรื่องราวของชาวกรีกเมื่อ 4,000 ปีก่อนนั้นเป็นเรื่องราวที่ถูกต้อง 100% หรือเปล่า

ประเด็น เหล่านี้ทำให้นักวิชาการในปัจจุบันส่วนใหญ่เชื่อว่า อริสโตเติล คิดว่าถูกที่ว่า แอตแลนตีส คืออาณาจักรในนิยายที่ไม่มีตัวตน และ เพลโต ได้เขียนเรื่อง แอตแลนตีส ขึ้นมาเพื่อสอนใจ โดยใช้ข้อมูลภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์มาประกอบอย่างค่อนข้างสมจริงตามแนวหนังสือชื่อ เดอะ รีพับบลิก(The Republic) ของ เพลโต เอง
นักวิชาการเหล่านี้ได้ชี้ให้เห็นว่านิทานเรื่อง แอตแลนตีส มีเนื้อหาที่ละม้ายคล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ของ สงครามเปโลโปนนีเชียน (Peloponnesian) ที่เกิดขึ้นเมื่อ 431-404 ปีก่อนคริสต์กาล โดยเพลโตได้สมมติให้ แอตแลนตีส แทนเอเธนส์ (Athens) และเอเธอนส์ คือสปาร์ตา (Sparta)ในสงครามครั้งนั้นได้มีคลื่นยักษ์พุ่งเข้าถล่มป้อมปราการของฝ่ายเอเธนส์บนเกาะ แอตาแลนเต (Atalante) จนราบเรียบ
ถึงแม้ เพลโต จะเขียนเรื่อง แอตแลนตีส ขึ้นมาโดยอาศัยข้อมูลจากหลายแห่งก็ตาม แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่นิยายไปทั้งหมด คนเหล่านี้มีความรู้สึกอยากจะให้ แอตแลนตีส มีจริง และอยากจะเห็นแอตแลนตีสสักครั้ง โดยอยากจะเห็นการผจญภัยในการค้นหา แอตแลนตีส ใต้ทะเล เหมือนเช่นที่ตอนกัปตันนีโม (Nemo) ได้ใช้เรือดำน้ำชื่อนอติลุส (Nautilus) ลงไปสำรวจใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์ในนวนิยายเรื่อง ใต้ทะเล 20,000 โยชน์ (Twenty Thousand Leagues Under the Sea)ของจูลส์ เวิร์นส์ (Jules Verne) และกัปตันนีโมได้เห็นซากปรักหักพังของเมือง เห็นซากกำแพงเมืองและเสาหินต่างๆ ใต้ทะเล และที่ประตูเมืองนั้นมีคำจารึกว่า แอตแลนตีส
นักวิจัยสหรัฐมั่นใจ แอตแลนติส นครแห่งตำนานจมอยู่แถว ไซปรัส
รอย เตอร์ บีบีซีนิวส์ เอเอฟพี นักวิจัยสหรัฐ เปิดเผยว่าได้ค้นพบ แอตแลนติส เมืองแห่งอารยธรรมที่หายไปในห้วงทะเลลึกแถบไซปรัส พร้อมทั้งโชว์ทฤษฎีการสำรวจที่น่าทึ่งมากว่าทศวรรษ แต่นักฟิสิกส์เยอรมันแย้งว่าพื้นที่บริเวณนั้นภูเขาไฟเคยพ่นหินละลายเมื่อ 1 แสนปีก่อน ไม่น่าใช่เมืองของเพลโต
โรเบิร์ต ซาร์แมสต์ (Robert Sarmast) เปิดเผยว่า แอ่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) ได้จมลงไปขณะน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อประมาณ 1,900 ปีก่อนคริตกาล ทำให้บริเวณที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของ แอตแลนติส จมหายลงไปในคราวนั้น เชื่อว่าจมลึกลงไปถึง 1 ไมล์หรือประมาณ 1.6 กิโลเมตร ใต้ทะเลระหว่างไซปรัส (Cyprus) และซีเรีย (Syria)

ตำแหน่งสีแดง คือตำแหน่งที่ "ซาร์แมสต์ " คิดว่าเป็นที่ตั้งของแอตแลนตีส

พวก เราพบมันแล้ว ซาร์แมสต์ ผู้นำคณะสำรวจที่ตระเวณไปในทะเลกว่า 50 ไมล์ตามแถบชายฝั่งตอนใต้ของไซปรัส จากการสแกนฟังเสียงสะท้อนใต้น้ำลึก แสดงว่ามีสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นบริเวณหุบเขาที่จมน้ำ รวมถึงกำแพงที่ยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งกั้นอยู่บนยอดเขาและมีคูลึกล้อมรอบอยู่ด้วย โดยเชื่อว่าพื้นที่ดังกล่าวน่าจะเป็นตำแหน่งของวิหารแห่งเมืองแอตแลนตีส อย่างไรก็ดีคงต้องมีการสำรวจต่อๆ ไปอีก
พวกเราไม่สามารถหาหลักฐานที่จับต้องได้มาพิสูจน์ในรูปแบบของเศษอิฐหรือปูนว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นที่ฝังอยู่ในตะกอนใต้น้ำลึกลงไปหลายเมตร แต่ว่าจากการสำรวจอย่างละเอียดและหลักฐานอื่นๆ ทำให้เชื่อว่าแอตแลนติสน่าจะอยู่ตรงนั้น ซาร์แมสต์ เผย


อย่างไรก็ดี ขณะที่ซาร์แมสต์ได้เปิดเผยข้อค้นพบต่อสาธารณชน ณ เมืองท่าลิมาสโซล (Limassol)เขายังได้นำภาพเคลื่อนไหวจำลอง เนิน ที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของแอตแลนติส โดยจินตนาการภาพย้อนหลังไปหลายศตวรรษ
ตามคำกล่าวอ้างของ เพลโต (Plato) ปราชญ์ชาวกรีกโบราณ ระบุว่า แอตแลนตีสเป็นชนชาติที่อยู่บนเกาะ และได้พัฒนาอารยธรรมจนเจริญก้าวหน้าอย่างมาก อยู่ในช่วงระหว่าง 11,500 ปีที่แล้ว ส่วนทฤษฎีที่พยายามอธิบายถึงเหตุผลแห่งการหายไปของอาณาจักรแอตแลนตีสนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติคุกคาม หรือจากตำนานเทพเจ้ากรีกที่ระบุว่าชาวเมืองมีความละโมบและกระหายอำนาจ เทพเจ้าจึงลงโทษด้วยการทำลายเมืองไปในที่สุด นอกจากนี้ยังมีผู้สงสัยว่า แอตแลนติสที่แท้จริงอาจจะเป็นแค่เพียงภาพฝันของเพลโตก็เป็นได้

ซาร์ แมสต์ เปิดเผยต่ออีกว่า เขาเดินทางไปไซปรัสตามร่องรอยในบทสนทนาของเพลโต ที่กล่าวว่า แอตแลนตีส อยู่ตรงข้ามกับ พิลาร์ส ออฟ เฮอร์คิวลีส (Pillars of Hercules) ซึ่งเชื่อกันว่านั่นก็คือ ช่องแคบยิบรอลตาร์ (Straits of Gibraltar) จึงทำให้นักสำรวจหลายๆ คนมุ่งความสนใจไปที่มหาสมุทรแอตแลนติก ไอร์แลนด์ หรืออะซอเรส (Azores) ของโปรตุเกส

ผู้คนที่พลาดสิ่งเหล่านี้ไป นั่นก็เพราะไม่ได้ทำการบ้านให้ดี ผู้คนต่างรู้ไม่จริง ถ้าต้องการที่จะเข้าใจปริศนาลึกลับแห่งแอตแลนติก จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณ ข้ออ้างอิงทางศาสนา วัฒนธรรมและร่องรอยของชาวสุเมเรียน (Sumerian) ซาร์แมสต์กล่าว
แต่ยังไม่ทันที่ซาร์แมสต์จะกลับไปฝันหวานกับข้อค้นพบของเขา คริสเตียน ฮูบเชอร์ (Christian Huebscher) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน จากศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเลและบรรยากาศในฮัมบรูก ก็ออกมาแย้งผ่านหนังสือพิมพ์เยอรมนีว่า พื้นที่ที่ซาร์แมสต์พบนั้นเป็นปรากฏการณ์เมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว ที่ภูเขาไฟได้พ่นดินโคลนออกมา ซึ่งเขาและเพื่อนร่วมงานชาวเนเธอร์แลนด์เคยเดินเรือไปสำรวจบริเวณที่ ซาร์แมสต์ระบุว่าเป็นแอตแลนตีสมาก่อนแล้ว

ก่อน หน้านี้ได้มีความพยายามเกาะรอยคำกล่าวของเพลโตเช่นกัน โดยนักสำรวจได้พุ่งเป้าที่ชายฝั่งของสเปน คิวบา และทางตะวันตกของเกาะอังกฤษ ตลอดจนทะเลจีนใต้ โดยงานสำรวจที่เป็นชิ้นเป็นอันก่อนหน้านี้คือ ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณอุทยานแห่งชาติดอนานา ของเสปน (Donana) จากนักโบราณคดี มหาวิทยาลัยเอดินเบอร์ก (University Edinburgh) ของอังกฤษ ซึ่งภาพดังกล่าวได้พบสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่รูปสีเหลี่ยม 2 หลัง จมอยู่ในโคลนใต้ทะเล โดยพบโลหะที่มีรัศมีเป็นวงกลมและมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ล้อมรอบ ทีมวิจัยในครั้งนั้นเชื่อว่า สิ่งก่อสร้างทั้ง 2 คือ วิหารทองคำที่ชาวแอนแลนตีสสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพโพเซดอน และวิหารเงินเพื่อบูชาพระนางไคลโต อันเป็นผู้ถือกำเนิดกษัตริย์ที่ปกครองนครแอตแลนตีส อย่างไรก็ตาม หลังจากการเผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมออกไป ก็ยังไม่มีใครได้ลองดำลึกลงไปขุดพิสูจน์พื้นที่ดังกล่าวแต่อย่างใดเลย

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

ตำนานการสร้างโลกและน้ำท่วมโลก ของสแกนดิเนเวีย

        ความรู้เกี่ยวกับตำนานที่ว่าด้วยการสร้างจักรวาลและโลก จะพบได้ทั่วไปไม่เพียงแต่ในชาติที่มีอารยธรรมเท่านั้น ส่วนมากจะเริ่มต้นด้วยการสร้างธรรมชาติก่อน แล้วจึงตามมาด้วยการสร้างเทพเจ้าและมนุษย์ ในปัจจุบันโลกยังเล่าขานตำนานการสร้างโลกและมนุษย์ ในปัจจุบันโลกยังเล่าขานตำนานการสร้างโลกและมนุษย์ตามความเชื่อของชนชาติต่าง ๆ

การสร้างโลกตามตำนานสแกนดิเนเวีย

        แรกเริ่มเดิมทีนั้นยังไม่มีจักรวาล ไม่มีโลก มีแต่ความเวิ้งว้างว่างเปล่าทำนองเดียวกับเคออสของกรีก ต่อมาเกิดอาณาจักรแห่งความหนาวเย็น คือ นิฟเฟิลไฮม์ (Niflheim) ขึ้นทางตอนเหนือ และอาณาจักรแห่งไฟ คือ มุสแปลไชม์ (Muspellsheim) ทางตอนใต้ เมื่อความร้อนและความเย็นมาบรรจบกันน้ำแข็งจึงละลายกลายเป็นหยดน้ำ เกิดเป็นยักษ์ชื่ออึมีร์ (Ymir) ซึ่งเป็นต้นตระกูลของยักษ์ทั้งหลาย และแม่วัวเอาดูมุลลา (Audumulla) อึมีร์ดื่มนมจากแม่วัวจนเติบใหญ่ แม่วัวได้เลียก้อนน้ำแข็งที่มีรสเค็มจนก้อนน้ำแข็งก่อตัวเป็นสิ่งมีชีวิตคือบุริ (Buri) ซึ่งมีลูกชายชื่อบอร์ (Bor) ตำนานหนึ่งเล่าว่าชายหญิงคู่แรกถือกำเนิดจากรักแร้ข้างซ้ายของอึมีร์ จากเท้าทั้งสองเกิดเป็นยักษ์น้ำค้างแข็ง หรือ Frost Giants ภายหลังอึมีร์ถูกเทพเจ้า ๓ องค์ คือ โอดิน (Odin) วิลิ (Vili) และเว (Ve) ซึ่งเป็นลูกชายของบอร์ฆ่าตายทั้งสามช่วยกันสร้างโลกขึ้นมาจากร่างของอึมีร์โดยใช้เนื้อสร้างดิน กระดูกสร้างภูเขาและก้อนหิน เส้นผมสร้างต้นไม้ใบหญ้า และเลือดสร้างทะเล หัวกะโหลกถูกนำไปทำเป็นท้องฟ้า โดยให้คนแคระ ๔ ตน เป็นผู้ชูไว้ให้สูงเหนือโลกมันสมองนำมาสร้างเมฆ เชื่อกันว่าคนแคระถือกำเนิดจากหนอนที่เกิดขึ้นในร่างของอึมีร์น่าสนใจที่ชื่อของอึมีร์มีความสัมพันธ์กับคำว่า ยามะ (yama) ในภาษาสันสฤต ซึ่งถูกตีความว่า ?ลูกผสม? หรือ ?ผู้มีสองเพศ? คือบุคคลผู้เดียวซึ่งให้กำเนิดชายและหญิงดังนั้น อาจมองได้ว่าอึมีร์ไม่เพียงแต่เป็นต้นกำเนิดของชายและหญิงเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์และยักษ์ด้วย

        ระหว่างเผ่าพันธุ์ทั้งหลายมีการแบ่งอาณาเขตกันอย่างชัดเจน ศูนย์กลางของจักรวาลคือต้นไม้แห่งโลก หรือ World Tree คือ ต้นอึกดราซิล (Yggdrasil) ซึ่งมีรากทะลุเข้าไปใน ๓ โลก คือ โลกของเทพเจ้า โลกของยักษ์ และโลกของคนตาย บนยอดไม้มีไก่ทองเกาะอยู่ ไก่จะขันเตือนภัยเมื่อพวกยักษ์เข้ามารุกราน ที่โคนมีลำธารชื่อมิมีร์ (Mimir) ใต้รากหนึ่งของต้นไม้นี้ โอดินได้ดื่มน้ำจากลำธารนี้เพื่อจะได้ความรู้เกี่ยวกับอักษรรูน (Rune) ซึ่งเป็นตัวอักษรที่มีอำนาจพิเศษหรือเวทมนต์อาจใช้เพื่อสาปแช่งหรือทำร้ายใคร ๆ ได้ โดยยอมแลกกับการเสียดวงตาข้างหนึ่ง โลกของเหล่าเทพคืออัสการ์ด (Asgard) ซึ่งมีโอดินเป็นประมุข เทพแต่ละองค์จะมีวิมานของตนเอง วิมานของโอดินคือวัลฮัลลา (Valhalla) มีกำแพงสร้างโดยยักษ์ล้อมรอบอัสการ์ด โลกของมนุษย์ชื่อว่ามิดการ์ด (Midgard) หรือ Middle Earth มีทรงกลมล้อมรอบด้วยมหาสมุทรซึ่งมีสัตว์เลื้อยคลานหรืองูยักษ์ที่เรียกว่า The Serpent of Midgard หรือ World Serpent ขดอยู่รอบโลกและซ่อนตัวอยู่ภายใต้ท้องทะเลคอยกัดกินรากของต้นอึกดราซิลอยู่ตลอดเวลา มิดการ์ดมีกำแพงป้องกันซึ่งสร้างมาจากคิ้วของอึมีร์ เทพเข้าทำให้เกิดเวลาขึ้นในโลกโดยให้ Night และ Day ขับรถศึกไปรอบ ๆ ท้องฟ้า หรือให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เดินทางไปรอบท้องฟ้า โลกของมนุษย์และเทพเจ้านั้นเชื่อมต่อกันด้วยสะพานสายรุ้งชื่อบิฟรอสต์ (Bifrost) ใต้มิดการ์ดลงไปเป็นโลกที่ ๓ ซึ่งเป็นที่อยู่ของคนตาย มีชื่อว่าเฮล (Hel) โลกใต้บาดาลนี้อยู่ใต้การปกครองของเทพีเฮล มีสุนัขชื่อ การ์ม (Garm) คอยเฝ้าไม่ให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่เข้าไปในดินแดนแห่งความตายได้ ทำนองเดียวกับเซอร์บิรุส (Cerberus) สุนัขสามหัวซึ่งเฝ้าประตูเฮดีส (Hades) ซึ่งเป็นดินแดนแห่งคนตายของกรีก ส่วนยักษ์นั้นมีอาณาจักรของตนเองชื่อโยทุนไฮม์ (Jotunheim) และคอยโจมตีเทพเจ้าอยู่เสมอ

        มนุษย์นั้นถือกำเนิดมาจากต้นไม้เชื่อกันว่าผู้ชายเกิดจากต้นแอช (Ash) และผู้หญิงเกิดจากต้นเอ็ล์ม (Elm) แต่ในตำนานเยอรมันบอกว่ามนุษย์คนแรกของโลกมีชื่อว่ามันนุส (Mannus) ซึ่งแปลว่า มนุษย์ หรือ Man นั่นเอง เป็นลูกของทูอิสโต (Tuisto) ยักษ์ซึ่งเกิดจากแม่ธรณี ชื่อของทูอิสโตนั้นแปลว่า ?ผู้มีสองเพศ?


น้ำท่วมโลก

         ในตำนานสแกนดิเนเวีย เมื่อมีกำเนิดก็ต้องมีการแตกดับ ความร้อนและความเย็นรวมตัวกันทำลายโลกเช่นเดียวกับที่สร้างโลกขึ้นมา จึงเกิดตำนานการสิ้นโลกหรือรักนรก (Ragnarok) ขึ้นมา เริ่มต้นจากลูกชายของโอดินคือบัลเดอร์ (Balder) ซึ่งฝันว่าตนเองจะตาย มารดาจึงไปขอสัญญาจากทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตยกเว้นต้นมิสเซิลโท (Mistletoe) กาฝากชนิดหนึ่งเกาะตัวอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ซึ่งมักเป็นต้นโอ๊กตามความเชื่อของชาวตะวันตกในงานฉลองปีใหม่ถ้าหนุ่มสาวยืนอยู่ใต้มิสเซิลโท ชายหนุ่มมีสิทธิจะจุมพิตหญิงสาวได้ โดยหญิงสาวปฏิเสธไม่ได้ซึ่งเป็นต้นไม้เล็ก ๆ ดูไม่มีพิษมีภัย ว่าจะไม่ทำอันตรายให้บัลเดอร์ถึงแก่ชีวิต เหล่าเทพต่างทดสอบคำสัญญาโดยเอาอาวุธและสิ่งต่าง ๆ ขว้างปาบัลเดอร์ซึ่งไม่เป็นอันตราย โลกี้ (Loki) ซึ่งเป็นเทพที่เกเรและเจ้าเล่ห์ แปลงกายเป็นนางยักษ์ชราเอากิ่งมิสเซิลโทปาถูกบัลเดอร์ถึงแก่ความตาย เหล่าเทพพยายามจับโลกี้มัดแต่โลกี้หนีไปได้และไปร่วมมือกับพวกภูตร้ายและยักษ์ ต่อสู้กับเหล่าเทพ ในโลกมนุษย์ก็มีการสู้รบแก่งแย่งชิงดี อากาศหนาวเย็นลงโดยที่ดวงอาทิตย์ถูกหมาป่าเฟ็นรีร์ (Fenrir) ลูกของโลกี้จับตัวไว้ส่วนงูยักษ์ World Serpent ซึ่งขดล้อมโลกอยู่ก็โผล่หัวขึ้นมาจากมหาสมุทรพ่นพิษไปทั่วโลกทำให้น้ำท่วมโลก โลกี้นำขบวนพวกยักษ์มาพร้อมกับซูร์ท (Surt) ยักษ์จากอาณาจักรแห่งไฟ ข้ามสะพานบิฟรอสต์ มาถึงดินแดนของเทพเจ้า เกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด โอดินถูกหมาป่าเฟ็นรีร์กลืนกิน ธอร์ (Thor) เทพเจ้าแห่งท้องฟ้าฆ่างูยักษ์ World Serpent ได้แต่ถูกพิษของมันถึงแก่ความตาย ในที่สุดเทพทั้งหลายก็ถูกซูร์ททำลายล้างหมดยกเว้น วิดาร์ (Vida) ลูกชายอีกคนหนึ่งของโอดินซึ่งสามารถฆ่าเฟ็นรีร์โดยฉีกมันออกเป็น ๒ ท่อน และแล้ว จากต้นไม้ของโลก World Tree ก็มีมนุษย์ชายหญิงเกิดขึ้นมาเพื่อสืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไป แผ่นดินลอยขึ้นมาจากทะเลเขียวชอุ่มพร้อมที่จะเติบโตอีกครั้งหนึ่ง บัลเดอร์กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา ดวงอาทิตย์ดวงใหม่เกิดขึ้นมาให้ความสว่างแก่โลกใหม่ มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือเทพเจ้าของยุโรปตอนเหนือมิได้เป็นอมตะ สามารถตายได้แต่ก็เกิดใหม่ได้เช่นกัน การเกิดและสิ้นสุดของโลกในตำนานของยุโรปเหนือจึงมีลักษณะเป็นวัฏสงสารเช่นเดียวกับตำนานของอินเดีย มังกรไฟออกอาละวาดพ่นไฟเผาผลาญบ้านเรือนราษฎรจนกระทั่งพระราชาเบโอวูล์ฟของพวกเขาต้องออกไปต่อสู้กับมังกรทั้ง ๆ ที่ทรงชราภาพแล้วแต่พระองค์สามารถสังหารมังกรได้หลังจากต่อสู้กันอย่างดุเดือดเป็นเวลานาน พงศาวดารของพวกแองโกล-แซกซั่นระบุว่า ดาวตกและดาวหางซึ่งเป็นลางร้ายคือมังกรไฟที่บินไปในอากาศในตำแหน่งสแกนดิเนเวีย วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คือซิเกิร์ด (Sigurd) ฆ่าฟาฟนีร์ (Fafnir) ซึ่งแต่เดิมเป็นเทพ แต่ด้วยความหวงสมบัติจึงขึ้นไปนอนบนกองทองคำและกลายเป็นมังกรไปโดยการที่ซิเกิร์ด ลงไปอยู่ในหลุม และใช้ดาบแทงท้องของมังกรขณะที่มันคลานไปบนพื้นดิน ซิเกิร์ดนำหัวใจของมังกรไปย่างกิน จึงทำให้เขามีอำนาจพิเศษสามารถเข้าใจภาษานกได้ ในตำนานคริสเตียน การที่นักบุญจอร์จ (St.George) ปราบมังกรร้ายเปรียบเทียบเหมือนชัยชนะของคริสต์ศาสนาที่มีเหนือความงมงายของผู้คน

หนังสือสกุลไทย ปีที่ ๕๔ ฉบับที่ ๒๗๘๐
ประจำวันอังคารที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑
ห้องสมุดสกุลไทย ความเชื่อ หน้า ๑๓๔ - ๑๓๕

http://www.thaienv.com/content/view/611/39/

ตำนานพระนางเรือล่ม

ตำนานพระนางเรือล่ม นางผู้เป็นที่รักยิ่งของพระพุทธเจ้าหลวง





....ณ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา “วัดกู้” ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในอดีตสถานที่นี้คือ จุดเกิดโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ยุคแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5

เหตุครั้งนั้นทำให้พระนางอันเป็นที่รักยิ่งของเจ้าแผ่นดินต้องมาสังเวยชีวิตสิ้นพระชนม์ลง ณ กลางแม่น้ำนั้น

เหตุการณ์คราวนั้นถึงกับทำให้ “เจ้าเหนือหัว” ของคนไทย “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ถึงกับทรงพระกรรณแสง เพราะเป็นที่รู้กันตามประวัติศาสตร์ว่า ในบรรดาพระมเหสีและเจ้าจอมทั้งหลายนั้น “สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี” หรือที่เราคนไทยคุ้นกับพระนามของพระองค์ว่า “พระนางเรือล่ม” นั้นทรงเป็น “ที่รัก” และโปรดปรานยิ่งของ “องค์พระพุทธเจ้าหลวง”

พระประวัติ “พระนางเรือล่ม” พระองค์ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ลำดับที่ 50 พระมารดาคือ สมเด็จพระปิยมาวดีศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน ปีวอก พ.ศ. 2403 ณ พระบรมมหาราชวังทรงถวายองค์เป็นพระมเหสีในรัชกาลที่ 5 เมื่อเจริญพระชนมายุได้ 17 พรรษา ด้วยมีพระสิริโฉมงดงาม พระสติปัญญาฉลาดเฉียบแหลม จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น “พระอัครมเหสี” และยังเป็นที่โปรดปรานสนิทเสน่หายิ่งกว่าพระอัครมเหสีองค์อื่น ๆ

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ทรงมีพระราชธิดา พระองค์แรกเมื่อพระชนมายุได้ 19 พรรษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์ เพชรรัตน์ จวบกระทั่งวันที่เสด็จทิวงคตเพราะเรือล่ม ณ วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2423 ขณะกำลังเสด็จฯ มายัง พระราชวังบางปะอินพระองค์ก็ทรงพระครรภ์ได้ 5 เดือน

เหตุสลดในวันนั้นเล่ากันว่า สาเหตุที่ทำให้เรือของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ล่ม เนื่องเพราะเรือพระพันปีหลวง หรือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถบรมราชชนนี พันปีหลวงแล่นแซง ประกอบกับนายท้ายเรือของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ เมาเหล้า ขาดสติในการควบคุมเรือเรือจึงล่ม และทั้งที่พระองค์ก็ทรงว่ายน้ำได้ แต่เพราะความที่ทรงห่วงพระราชธิดา จึงต้องสิ้นพระชนม์ไปพร้อม ๆ กัน รวมทั้งพระพี่เลี้ยง รวมทั้งสิ้น 4 ศพ ที่จมอยู่ใต้ท้องเรือโดยที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย เพราะติดอยู่ที่กฎมณเฑียรบาลว่า ห้ามผู้ใดแตะต้องพระวรกายพระมเหสีมิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งโคตร

โศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นนี้ก่อนเกิดเหตุ ได้มีลางร้ายมาเตือนล่วงหน้าแล้วโดยก่อนที่เรือจะล่มในคืนหนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ได้ทรงพระสุบินว่า พระธิดาของพระองค์ตกลงไปในน้ำ ด้วยความตกพระทัยจึงรีบคว้าพระธิดาจนตกลงไปในน้ำด้วยกัน แล้วได้ตื่นจากบรรทม ครุ่นคิดถึงการเสด็จฯ ไปพระราชวังบางปะอิน ในวันรุ่งขึ้นว่าต้องมีเหตุอะไรเกิดขึ้นกับพระองค์เป็นแน่ แต่ก็ยังหลีกเลี่ยงชะตากรรมไม่ได้จนพบจุดจบในที่สุด

การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ในครั้งนั้นมีเสียงร่ำลือในวังหลวงอย่างอื้ออึงว่า เพราะเป็นแผนการที่จงใจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ จากความอิจฉาริษยาของบรรดามเหสี และสนมนางในที่คิดหาหนทางกำจัด จนทำให้พระนางอันเป็นที่รักของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ต้องมาสิ้นพระชนม์ท่ามกลางข้อกังหา และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้าน และชาววังในยุคนั้น ก็ยังมีเรื่องน่าพิศวงอันเกิดจากอาถรรพณ์ของดวงพระวิญญาณตามมาด้วย

เล่ากันว่าขณะกำลังงมค้นหาพระศพในวันที่เรือพระที่นั่งล่ม โดยชาวบ้านแถวนั้นทนเห็นเหตุการณ์ไม่ไหว พยายามช่วยลงมางมค้นหาพระศพก็เกิดเหตุอัศจรรย์ที่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ ถึงขนาดทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ก็ไม่สามารถพบพระศพ จึงต้องไปเชิญหลวงจีนท่านหนึ่งนามว่า “สกเห็ง” ซึ่งเชี่ยวชาญทางวิปัสสนานั่งทางในมาทำการเสี่ยงทาย โดยเสกถ้วยน้ำชาให้ลอยไปตามกระแสน้ำหากถ้วยชาจมลงตรงจุดใด ก็ให้ชาวบ้านและทหารช่วยกันลงไปงมหา ซึ่งในที่สุดก็สามารถหาพระศพจนพบ ลักษณะพระศพที่เห็นนำความเศร้าสลดมาสู่สายตาผู้พบเห็นยิ่งนัก เป็นภาพพระนางโอบพระธิดาไว้แนบอก และพระศพที่พบก็จมอยู่ใต้ซากเรือพระที่นั่งนั่นเอง

และเพราะเหตุที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ทรงสิ้นพระชนม์จากเรือพระที่นั่งล่มที่หน้าวัดกู้ กลางลำน้ำเจ้าพระยา จ.นนทบุรี ชาวบ้านจึงได้ร่วมใจตั้งศาลพระนางเรือล่มขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ บริเวณนี้เคยเป็นสถานที่กู้พระศพของพระองค์ ซึ่งต่อมาหลังจากผ่านเหตุการณ์นี้มานานมากแล้ว ก็ยังเกิดเรื่องเล่าถึงดวงวิญญาณพระนางเรือล่มตามมามากมาย

มีผู้พบเห็น และร่วมอยู่ในเหตุการณ์ความศักดิ์สิทธิ์ของดวงพระวิญญาณพระนางเรือล่มหลายครั้ง โดยชาวบ้านในละแวกวัดเล่าว่า ในสมัยก่อนที่หน้าศาลของพระนางเรือล่ม มักมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นเสมอโดยหลาย ๆ ครั้งจะมีฝูงจระเข้ว่ายน้ำมาคำนับที่หน้าศาลอยู่เป็นประจำ ทั้งที่ปกติจระเข้มักว่ายอยู่ใต้น้ำ แต่อาจเป็น เพราะจระเข้รับรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ท่าน ดังนั้นเวลาว่ายน้ำผ่านหน้าศาลทีไร จระเข้ทุกตัวเป็นต้องลอยตัวขึ้นมาคำนับทุกครั้งไป

นอกจากนี้ยังเคยเกิดเหตุการณ์แปลก ๆ ขึ้นกับคนต่างถิ่น ที่ไม่เคยรู้จักเรื่องราวของพระองค์ท่าน บางคนดั้นด้นมาที่วัดกู้ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมา ก็เพราะเขาฝันว่ามีผู้หญิงสูงศักดิ์ท่านหนึ่งมาเข้าฝันบอกให้มาที่วัดกู้แล้วจะมีโชค เมื่อมาถึงก็ต้องตกตะลึง เมื่อมาเห็นภาพ และพระรูปปั้นที่อยู่ในศาลนั้นเหมือนกับผู้หญิงในความฝันไม่ผิดเพี้ยน

อาถรรพณ์จากความศักดิ์สิทธิ์ของพระนางเรือล่มยังมีเล่ากันต่อมาอีกว่า เคยมีบางคนลบหลู่ไม่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ พูดจาดูหมิ่นขณะพูดจบไม่ทันไรก็มีอาการแปลก ๆ เกิดขึ้น โดยจู่ ๆ ก็วิ่งไปที่ท่าน้ำไม่รู้เนื้อรู้ตัวทำท่าจะกระโดดน้ำตาย หรืออย่างบางคนที่ชอบมาท้าสาบานที่ศาลของพระองค์ว่า ถ้าผิดจริงขอให้จมน้ำตาย ปรากฏว่าได้ตายสมใจ โดยตายอยู่ในอ่างน้ำตื้น ๆ ดังนั้นถ้าใครคิดมาลองสาบานอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าที่ศาลพระนางเรือล่ม ที่วัดกู้ ต้องขอบอกก่อนว่าอย่าเสี่ยงเป็นอันขาด

ทุกวันนี้ชาวบ้านแถบ จ.นนทบุรี และผู้ที่มาจากต่างจังหวัดยังคงแวะเวียนมากราบไหว้พระนางเรือล่มที่ศาลอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่นิยมนำมาถวายพระองค์ท่านก็คือกล้วยเผา มาพร้าวอ่อนและพวงมาลัยมะลิสดส่วนศาลที่เห็นในปัจจุบันจะมี 2 ศาล คือศาลที่อยู่ริมน้ำกับศาลที่ตั้งอยู่ภายในวัด ซึ่งศาลนี้อันที่จริงเป็นศาลเดิม เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ศาลนี้เดิมก็อยู่ริมน้ำ แต่เพราะเวลาผ่านไปทำให้ดินทับถมกลายเป็นแผ่นดินงอกใหม่ ศาลนี้เลยกลายเป็นตั้งอยู่บนดินไป

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ตำนาน กล่องแห่งความลับ แห่งแพนโดร่า (Pandora)


แพนโดร่า เธอมาพร้อมกับความอยากรู้อยากเห็น

มนุษย์นั้นชาวกรีก เชื่อว่ามนุษย์ถูกสร้างโดยเทพเจ้านามว่า "โพรเมทิอัส" ซึ่งมนุษย์ในยุคแรกๆ นั้น เป็นเพศชาย ซึ่งต่อมาเป็นผลงานที่ทวยเทพพอพระทัย เทพซีอุสได้ให้เทพโพรเมทิอัสสอนให้มนุษย์ทำการเคารพในเทพเจ้าและทำเครื่องสักการะบูชา เทพโพรเมทิอัสคิดว่าหากมนุษย์ทำการบูชาสังเวยด้วยเนื้อสัตว์ที่บริโภคได้ ถวายแด่เทพเจ้าจนหมดแล้วจะไม่มีอะไรให้มนุษย์กิน เทพโพรเมทิอัสจึงสอนเล่ห์โกงแก่มนุษย์ โดยแบ่งวัวเป็นสองกอง กองหนึ่งเป็นโครงกระดูกและเอาไขมันปิดไว้ ส่วนกองที่สองเป็นเนื้อล้วนๆแต่เอาเครื่องในปิดไว้ เทพซีอุสหลงเทพเลือกกองที่มีโครงกระดูกเพราะคิดว่าภายใต้กองไขมันจะเป็นเนื้อวัว แต่ปรากฏว่าเป็นโครงกระดูก ซึ่งเทพซีอุสไม่พอพระทัยและพิโรธเทพโพรเมทิอัสเป็นอันมาก ไหนจะเรื่องที่ขโมยไฟสวรรค์มาอีก พระองค์จึงจับเทพโพรเมทิอัสตรึงๆ ไว้กับเทือกเขาคอเคซัค และลงโทษให้เหยี่ยวบินมาจิบกินตับของเทพโพรเมทิอัสทุกวัน พระองค์จะตายและฟื้นในเช้าวันใหม่ต่อไป

เมื่อเทพซีอุสลงทัณฑ์เทพโพรเมทิอัส พระองค์ยังมาเล่นงานมนุษย์อีกด้วยข้อหาสมรู้ร่วมคิดหลอกลวงพระองค์ พระองค์จึงรวมตัวกับเหล่าเทพเจ้า สร้างมนุษย์เพศหญิงขึ้นมา นามว่า "แพนโดร่า"โดยมีเหล่าเทพเจ้าช่วยกันต่อไปนี้

- เทพฮีฟีสทัส ปั้นรูปมนุษย์เลียนแบบเทพเจ้าเพศหญิง
- เทพีอธีน่า ประทานพร เรื่องสติปัญญาความเฉลียวฉลาด
- เทพีอะโฟรไดทิ ประทานเสน่ห์และความงามให้
- เทพเฮอร์เมส ประทานชีวิต
- เทพซีอุส ประทานความอยากรู้อยากเห็น

เมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว มนุษย์เพศหญิงคนแรกปรากฏแล้ว เทพซีอุสทรงพอพระทัย และมอบกล่องใบหนึ่งมอบแก่แพนโดร่า และย้ำว่า ห้ามเปิดกล่องใบนี้เป็นอันขาด และเทพเฮอร์เมสก็นำ แพนโดร่ามายังโลก และมอบนางให้เป็นชายาเทพเอพิเมทิอัส โดยว่าเป็นของขวัญของเทพซีอุส เทพเอพิเมทิอัสทรงรับไว้ด้วยดี ทั้งๆที่พระองค์เคยถูกเทพโพรเมทิอัสเตือนว่าห้ามรับของจากเทพเจ้าเป็นอันขาด ซึ่งเทพเอพิเมทิอัสก็ทรงลืมเพราะหลงในเสน่ห์และความงามของแพนโดร่า ซึ่งทั้งสองก็ครองรักกันจนมีบุตรมากมายเป็นมนุษย์รุ่นต่อๆ มาทั้งชายและหญิง และขยายลูกหลานมนุษย์ไปเรื่อยๆ

ในที่สุดวันที่ทวยเทพรอคอยก็มาถึง เมื่อความอยากรู้อยากเห็นในตัวแพนโดร่าเริ่มกำเริ่มรุนแรงขึ้น นางสงสัยในกล่องที่มาพร้อมกับนาง นางจึงปิดมันออกด้วยความสงสัย นางฝ่าฝืนคำสั่งแห่งเทพซีอุส นางเตะฝากล่องและปิดมันออกมา นางคิดว่าอาจจะเป็นของที่มีค่าจากสวรรค์ แต่ที่แท้กลับเป็นความหายนะและความวิบัติที่เทพเจ้าประทานมาในกล่อง ความเกลียดชัง ความโกรธ ความอาฆาตแค้น ความโลภ ความหลง โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และความตาย มันพุ่งกระจายไปทั่วและเข้าไปยังมนุษย์ทุกคน จนมนุษย์กลายเป็นคนเลว ที่ทั้งมีความโกรธ เกลียด แค้น อาฆาต และมีโรคภัยไข้เจ็บและจบด้วยความตาย…. แต่แพนโดร่ายังดีที่ปิดกล่องนั้นทัน ซึ่งเขาว่าภายในกล่องนั้นยังมีบางสิ่งที่มนุษย์ยังคงหลงเหลืออยู่ ซึ่งในกล่องนั้นมีความสิ้นหวังที่ยังไม่ได้ออกมา มนุษย์เราจึงยังคงดำรงอยู่ได้เพราะความหวังที่จะดำรงชีพไปในทุกๆ วันนี้

ตำนาน วีรบุรุษแห่งกรีก เฮอร์คิวลิส (hercules) ผู้มีพละกำลังมหาศาล


Hercules เป็นวีรบุรุษของชาวกรีก ที่แข็งแรงที่สุดในโลก และเขาก็มีความมั่นใจ ในความแข็งแกร่ง ของร่างกายของตนเอง และประเมินความสามารถของเขา เทียบเท่ากับเทพเจ้าเลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการประมาณตนไว้สูงเกินไปเลย เพราะเขาได้ช่วยเทพเจ้า ในการเอาชนะ Giants เขาบ้าบิ่นถึงขนาด ท้าทายเทพ Apollo เพื่อที่จะบังคับเอาคำตอบจาก Oracle ของ Apollo

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ใช่คนที่ฉลาดเท่าไรนัก เป็นคนที่มีอารมณ์ร้อน เขามักจะระเบิดโทสะลงบนผู้บริสุทธิ์ และด้วยความที่เขามีพละกำลังมหาศาล ทำให้รุนแรงถึงชีวิต แต่เมื่อเขารู้สึกตัว เขาก็จะรู้สึกเสียใจอย่างมาก และรับการลงโทษทุกชนิด ไม่มีใครสามารถลงโทษเขาได ้ถ้าเขาไม่เต็มใจ และก็ไม่มีใครสามารถทนทาน การลงโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเขาได้

ตลอดชีวิตของวีรบุรุษคนนี้ หมดไปกับการไถ่บาป ที่เขาได้ทำครั้งแล้วครั้งเล่า และเขาก็รับการลงโทษ ด้วยความเต็มใจ ถึงแม้ว่า จะเป็นงานที่ไม่มีทางสำเร็จก็ตาม หลายครั้งที่เขาลงโทษตัวเอง ขณะที่คนอื่นๆ ปฏิเสธที่จะลงโทษเขา ความยิ่งใหญ่ของวีรบุรุษคนนี้ ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถ ในการประกอบกิจที่ยากลำบากทั้งหลายได้ด้วยพละกำลังมหาศาล แต่อยู่ที่ความดีของจิตวิญญาณที่มีความสำนึกผิดในบาปที่เขาได้ก่อขึ้น และความเต็มใจในการที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลบล้างความผิดนั้น

ชีวิตของ Hercules

Hercules เกิดใน Thebes (ทีบีส) เป็นบุตรของ Zeus ที่เกิดจาก Alcmene (อัลค์-มี-นี) จำแลงมาในรูปของสามีของเธอ Amphitryon (แอมฟิทรีออน) นายพลของ Thebes ระหว่างที่กำลังออกรบ Alcmene มีบุตรชายสองคน Iphicles และ Hercules

ชื่อกรีกของ Hercules คือ Herakles ซึ่งแปลว่าของขวัญล้ำค่าจาก Hera (แต่เนื่องจากชื่อ Hercules เป็นที่รู้จักกันทั่วไป มากกว่าชื่อกรีก จึงใช้ชื่อละตินเฉพาะชื่อนี้ แต่ตัวละครอื่นๆ มีชื่อเป็นกรีกทั้งหมด) ยิ่งทำให้ Hera โกรธมากยิ่งขึ้น และตั้งใจจะฆ่า Hercules ให้ได้

เมื่อ Hercules อายุเพียง 1 ปี Hera ส่งงูตัวมหึมาเข้ามาที่ห้องเด็ก เมื่อเด็กๆ ตื่น Iphicles ก็หวีดร้อง ในขณะที่ Hercules บีบคองูด้วยมือข้างละตัว เมื่อพ่อแม่ได้ยินเสียง ก็รีบวิ่งมาที่ห้องเด็ก ก็เห็น Hercules นั่งหัวเราะ กำมือแน่นอยู่รอบคองู ที่หมดพิษสง และยื่นซากงูให้  Amphitryon อย่างร่าเริง ทำให้ทุกคนรับรู้ว่า ชะตาชีวิตของเด็กคนนี้ ถูกลิขิตมาให้เป็นคนสำคัญในอนาคต

โหรตาบอดที่มีชื่อเสียงของ Thebes ชื่อ Teiresias กล่าวว่า ข้าขอสาบานว่า ทั้งลูกชายของเจ้า และเจ้าผู้ให้กำเนิด จะกลายเป็นตำนานเล่าขานทั่วไป ของชนชาวกรีก บุตรของเจ้าจะเป็นวีรบุรุษ ของมวลมนุษยชาติ

Hercules ได้รับการอบรม ตามอย่างที่กุลบุตรชาวกรีกจะได้รับ แต่เขาไม่ชอบวิชาดนตรี เคยถึงกับลงมือเกินกว่าเหตุทำให้ครูสอนเสียชีวิต ถึงแม้ว่าเขาจะเสียใจมากเพียงไร เขาก็ยังทำผิดซ้ำซาก อย่างไรก็ตาม วิชาอื่นๆ ที่ Hercules ชอบ เช่น วิชาดาบ วิชามวยปล้ำ วิชาขับรถเทียมม้า อาจารย์ที่สอนวิชาเหล่านี้ ก็มีชีวิตอยู่เป็นปกติสุข

เมื่อเขาเติบโตเต็มที่ มีอายุได้ 18 ปี เขาก็สามารถ ฆ่าสิงโตได้เพียงลำพัง หลังจากนั้น เขาสามารถพิชิตพวก Minyans ที่เป็นเมืองที่บรรดา ชาวเมืองทีบีส ต้องส่งส่วยให้ เป็นประจำได้สำเร็จ จากงานนี้เอง เขาได้แต่งงานกับเจ้าหญิง Megara เป็นรางวัล เขาเป็นสามีที่ดี และพ่อที่ดีของลูกๆ

เมื่อเขามีบุตรคนที่สาม Hera ได้ส่งความบ้าคลั่งมาหาเขา ทำให้เขาฆ่าลูกๆ รวมทั้ง Megara ที่พยายามปกป้องลูกคนสุดท้อง เมื่อเขาได้สติ เขาก็พบห้องโถงที่เตมไปด้วยคราบเลือด พร้อมกับร่างกายที่ไร้วิญญาณ ของลูกและภริยาของเขา Hercules ยืนนิ่งมีแต่เพียง Amphitryon ที่กล้าเข้ามาหาเขา และเล่าความจริงที่เกิดขึ้นให้ฟัง

เมื่อเขาได้ทราบเรื่องทั้งหมด Hercules จึงกล่าวว่า และข้าเป็นคนฆ่าผู้เป็นที่รักของข้าเองถึงแม้ Amphitryon จะพยายามอธิบายว่า เป็นเพราะ Hercules ขาดสติไปชั่วขณะ เขาก็ไม่สามารถที่จะทนดูโดยที่ไม่ลงโทษตัวเองได้ ข้าสมควรจะชดใช้การตายเหล่านี้ด้วยชีวิตของข้าเอง

ก่อนที่ Hercules จะด่วนฆ่าตัวตายไปนั้น ก็พลันเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น ปาฏิหาริย์นี้ไม่ได้เกิดจากเทพเจ้า ลงมาจากสวรรค์ แต่เป็นปาฏิหาริย์ ที่เกิดจากความเป็นเพื่อน Theseus ยืนอยู่เบื้องหน้าของเขา ยื่นมือออกมาจับมือที่เปื้อนเลือดของ Hercules ไว้ (ซึ่งตามความเชื่อของชาวกรีกทั่วไปว่า Theseus จะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด และมีส่วนในการกระทำของ Hercules ด้วย)

Theseus กล่าวกับ Hercules ว่า อย่าตกใจไปเลย อย่าห้ามไม่ให้ข้าได้มีส่วนร่วม ในการกระทำทุกอย่างของเจ้า ความเลวร้ายที่ข้าได้แบ่งเบามาจากเจ้านั้น ไม่ใช่ความเลวร้ายสำหรับข้าเลย และฟังทางนี้ มนุษย์ที่มีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ สามารถทนแรงกระทำจากสวรรค์ได้ โดยที่ไม่กระพริบตาด้วยซ้ำ

Hercules “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าได้ทำอะไรลงไป
Theseus “ข้ารู้ ความทุกข์ของท่าน แม้แต่สวรรค์ยังรับรู้
Hercules “ถ้าเช่นนั้นปล่อยให้ข้าได้ตายเถิด
Theseus “วีรบุรุษไม่เอ่ยคำเช่นนั้นหรอก

Hercules “นอกจากตายแล้วข้าจะทำอะไรได้” Hercules สำลักถ้อยคำออกมา ถ้าอยู่หมู่ชนจะติเตียน กล่าวขานว่า คนนั้นนั่นแหล่ะที่ฆ่าทั้งเมียและลูกของเขา ข้ามีตราบาปไปชั่วชีวิต

Theseus “แม้จะเป็นเช่นนั้นเจ้าก็ควรต้องทนทุกข์ และเข้มแข็ง มาอยู่เอเธนส์กับข้า ใช้ของร่วมกับข้า ใช้ชีวิตกับข้า จากการที่ได้ช่วยเจ้า เจ้าจะตอบแทนให้แก่ข้า และเมืองเอเธนส์อย่างใหญ่หลวงนัก

Hercules นิ่งไปพักหนึ่งแล้วจึงตอบถ้อยอย่างช้าๆ ว่า ถ้าเช่นนั้นก็ปล่อยให้มันเป็นไปเถิด ข้าจะเข้มแข็งและรอคอยความตาย

หลังจากนั้นทั้งสองก็ไปยังเอเธนส์ ชาวเมืองเอเธนส์เห็นชอบกับ Theseus ที่ว่า Hercules ไม่สมควรต้องรับผิดจากการกระทำที่เขาไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าได้ทำอะไรลงไป แต่ Hercules เองที่ไม่เข้าใจเรื่องเช่นนั้น เขามีแต่อารมณ์ที่เป็นใหญ่ เขาจึงอยู่เอเธนส์ได้ไม่นานนัก

แล้วเขาก็ไปที่ Delphi เพื่อปรึกษา Oracle (ผู้มีญาณวิเศษ เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า) ของเทพ Apollo ซึ่ง Oracle ก็มองเรื่องที่เกิดขึ้น ในแง่เดียวกันกับที่เขาคิด เพื่อล้างมลทินของเขา Oracle บอกว่า เขาจะต้องหาญาติของเขา Eurystheus (ยู-ริส-ทูส) กษัตริย์ของ Mycenae (หรือบางเรื่องก็ชื่อ Tiryns) และรับใช้ทุกอย่างที่ Eurystheus สั่ง

Eurystheus เป็นคนทั้งโง่และหยาบช้า เมื่อ Hercules มาปวารณาตัวเป็นทาส Eurystheus ก็สั่งงานให้ Hercules ทำภารกิจที่เรียกว่า แรงงานของ Hercules” (The labours of Hercules) แต่ละงาน ล้วนแล้วแต่เป็นงานที่ทำให้สำเร็จได้ยาก ซึ่งมีทั้งหมด 12 งาน ได้แก่

การล่าสิงโตเมืองนีเมีย (The Nemean Lion)
การปราบ Hydra (The Lernean Hydra)
การพากวางแดง (The Hind of Ceryneia)
การพาหมูป่ากลับมาเป็นๆ (The Erymanthian Boar)
การทำความสะอาดคอกม้าเมือง Augeas (The Augean Stables clean up)
การขับไล่นกที่เมือง Stymphalos (The Stymphalian Birds)
การปราบวัวกระทิงเมือง Crete (The Cretan Bull)
การพาม้ากินคนของ Diomedes กลับมา (The Man-Eating Horses of Diomedes)
การนำเอาเข็มขัดของ Hippolyte มา (Hippolyte’s Belt)
การพาเอาคอกปศุสัตว์ของ Geryon กลับมา (The Cattle of Geryon)
การนำเอาแอปเปิลของ Hesperides (The Apples of the Hesperides)
การพาเอา Ceberus กลับมาเป็นๆ (Ceberus)

หลังจากที่เขาได้ทำงานทั้ง 12 ชิ้นเรียบร้อย ชีวิตเขาก็ไม่ค่อยสงบสุข เพราะเขามักจะก่อเรื่องขึ้น และพยายามไถ่โทษตัวเองอยู่เสมอ จนกระทั่งได้พบกับ Deianira Hercules ได้ต่อสู้กับ Achelous เทพแห่งแม่น้ำ เพื่อ Deianira

ในการต่อสู้ ไม่ว่า Achelous จะพยายามใช้เหตุผลหว่านล้อมเท่าใด Hercules ได้แต่บอกว่า ข้ามีพละกำลังที่แข็งแกร่งกว่าฝีปาก สู้กันแล้วข้าจะแสดงให้เห็นว่า ข้าชนะในการต่อสู้ ส่วนเจ้าก็อาจจะพูดชนะ” Achelous ได้จำแลงเป็นวัวกระทิงในการต่อสู้ และโจมตีอย่างรุนแรง ในการต่อสู้ Hercules ได้หักเขาข้างหนึ่งซึ่งกลายเป็น Cornucopia เขาแห่งความอุดมสมบูรณ์ และได้ชัยชนะ ทำให้ Hercules ได้แต่งงานกับ Deianira

หลังจากที่ Hercules ได้ไปรบเพื่อล้างแค้นกษัตริย์ Eurytus (ยุ-ริ-ทัส) ที่ทำให้เขาต้องถูกลงโทษจาก Zeus ให้ไปเป็นทาสของ Omphale จากการฆ่าลูกชายของยูริทัส จากชัยชนะนี้ เขาได้เชลยศึกเป็นเจ้าหญิง Iole ทำให้ Deianira เกิดความริษยา จึงทอเสื้อคลุมที่ลงมนต์จากเลือดของ Nessus คนครึ่งม้า ที่บอกว่า เลือดของเขาจะใช้เป็นมนต์เสน่ห์ เมื่อ Hercules คิดนอกใจ แต่เนื่องจาก Nessus ตายด้วยศรอาบเลือด Hydra ของ Hercules จึงทำให้เลือดมีพิษด้วย เมื่อ Hercules ใส่เสื้อดังกล่าว จึงร้อนเหมือนถูกไฟเผา แม้จะถอดออกแล้วก็ตาม Deianira ฆ่าตัวตายด้วยสำนึกผิด

ถ้าเป็นคนธรรมดาอาจจะตายด้วยพิษ ที่อยู่ในเสื้อ แต่ Hercules มีชีวิตอยู่ด้วยความทรมาน เขาจึงขอให้ก่อกองไฟขึ้นที่ภูเขา Oeta เพื่อ เขาจะได้ตายตามปรารถนา เขาก็รู้สึกเป็นสุขจึงเอ่ยปากว่า โอ นี่คือการพัก นี่คือจุดจบเขาได้ขอให้ Philotetes เป็นคนจุดไฟ และมอบธนูและลูกธนู ซึ่งได้ถูกใช้ในสงครามกรุงทรอยในภายหลัง เมื่อไฟลุกท่วม Hercules ก็หายไปจากโลกมนุษย์ Athena ได้พาเขาขึ้นสู่สวรรค์ในรถลาก และก็สามารถไกล่เกลี่ยกับ Hera ได้สำเร็จ และแต่งงานกับ Hebe ลูกของ Hera

ตำนาน วีรบุรุษแห่งกรีก เพอร์ซุส (perseus) ผู้สังหารเมดูซา


มาพูดถึงวีรบุรุษแห่งกรีกท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ทรงพลกำลังเหมือนดั่งเฮอร์คิวลิสแต่กลับมีความเหมือนกันที่เป็นลูกครึ่งเทพเจ้าเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่น่าแปลกประหลาดว่า เพอร์ซุส เป็นทวดแห่งเฮอร์คิวลิส ซึ่งจะเล่าในช่วงต่อไป หรืออาจเป็นเพราะเหตุนี้ส่วนหนึ่งจึงทำให้เฮอร์คิวลิสมีอภิพลังมหาศาลเพราะเชื้อเทพมาทั้งสองสายทั้งฝ่ายมารดาและบิดาที่เป็นจอมเทพอยู่แล้ว ผู้คนทั้งหลายรู้จักเพอร์ซุสในนาม "เพอร์ซุสผู้สังหารเมดูซา" ซึ่งเป็นอสูรร้ายที่น่ากลัว ที่สามารถทำให้ผู้ที่สบตาของมันแล้วกลายเป็นหินไป

ตำนานกล่าวว่าเพอร์ซุสว่าเป็นพระโอรสแห่งเทพซีอุสกับพระชายาที่เป็นมนุษย์นามว่า "ดาเนีย" เขาเล่าว่า ท้าวอะคริสิอัสกษัตริย์แห่งเมืองอาร์กอสผู้เป็นพระราชบิดาแห่งเจ้าหญิงดาเนียทรงเข้ารับคำทำนายจากนักบวชวิหารเดลฟีว่า "เจ้าจะต้องตายด้วยบุตรชายแห่งธิดาเจ้า"

หลังจากนั้นท้าวอะคริสิอัสจึงกลัวว่าพระองค์จะตายจึงป้องกันเป็นการดับไฟเสียแต่ต้นลมโดยการสร้างหอคอยที่สูงและขังเจ้าหญิงดาเนียไว้ เพื่อป้องกันเจ้าหญิงมีความสัมพันธ์กับชายอื่นจนตั้งครรภ์ แต่ไหนจะรอดพ้นจากคำทำนายเมื่อเทพซีอุสเกิดหลงรักเจ้าหญิงดาเนียและมาร่วมภิรมย์สุขสมจนเจ้าหญิงตั้งครรภ์และให้กำเนิดพระโอรส พอท้าวอะคริสิอัสทราบเท่านั้นก็จับเจ้าหญิงดาเนียใส่หีบพร้อมพระโอรสพระองค์น้อยลอยทิ้งลอยทะเลไป และแล้วหีบใบนี้ก็ลอยไปติดที่เกาะเซอริฟัส และเจ้าหญิงพร้อมพระโอรสได้รับความช่วยเหลือจากหัวหน้าชาวประมงนามว่า "ดิคทิส" ซึ่งเป็นพระเชษฐาแห่งกษัตริย์โพลิเดคทิส ดิคทิสจึงตัดสินใจส่งเจ้าหญิงพร้อมพระโอรสให้ท้าวโพลิเดคทิสอุปถัมภ์ จนพระโอรสองค์น้อยเติบโตเป็นหนุ่มรูปงาม นามว่า "เพอร์ซุส" ท้าวโพลิเดคทิสซึ่งหลงรักในเจ้าหญิงดาเนียมานานแต่มีเพอร์ซุสเป็นก้างขวางคอ พระองค์จึงจัดการเขาโดยส่งเพอร์ซุสไปตายโดยให้เพอร์ซุสไปนำหัวเมดูซามาเป็นของขวัญ เพอร์ซุสก็ยอมรับภารกิจครั้งนี้

เพอร์ซุสออกเดินทางไปทางทิศตะวันตกซึ่งท้าวโพลิเดคทิสบอกว่า "ที่อยู่ของปีศาจร้ายเมดูซาอยู่สุดขอบโลกทางทิศตะวันตก…"

เช่นนั้นเพอร์ซุสจึงต้องเดินทางไปยังทิศตะวันตกแต่ไม่ทันไรก็มีทะเลมาขว้างกั้น แต่สวรรค์ยังปราณีเทพซีอุสผู้เป็นบิดาสั่งพระเทวโองการให้เทพฮาเดส เทพีอธีน่า และเทพเฮอร์เมสช่วยเพอร์ซุสในภารกิจครั้งนี้ จากนั้นเทพเจ้าทั้ง 3 พระองค์ทรงประทานของวิเศษพระองค์ละอย่างแก่เพอร์ซุส

- เทพฮาเดส ประทานหมวกนักรบที่มีขนนกเป็นพู่สวยงาม
- เทพีอธีน่า ประทานโล่
- เทพเฮอร์เมส ประทานเกือกติดปีก

เพอร์ซุสดีใจกับของวิเศษที่เทพเจ้าประทานมาให้ เพอร์ซุสจึงได้โอกาสถามเทพเจ้าว่าปีศาจเมดูซาอยู่ที่ใด เทพีอธีน่าจึงตอบว่า
"พวกเราเหล่าทวยเทพมิรู้หรอก แต่มีกลุ่มเทพีกราเอีย 3 พี่น้องเท่านั้นที่รู้ว่าปีศาจเมดูซาอยู่ที่ไหน" เพอร์ซุสจึงถามต่อว่า "เทพี 3 พี่น้องกราเอียอยู่ที่ไหนล่ะพระองค์" "เจ้าจงใช้เกือกติดปีกแห่งข้าเหาะไปยังเกาะกลางทะเลที่นั่นคือที่อยู่ของพี่น้องเทพีกราเอีย" เทพเฮอร์เมสกล่าว "ขอให้เจ้าทำภารกิจนี้สำเร็จ" เทพฮาเดสกล่าว

เมื่อเพอร์ซุสได้คำตอบเป็นที่พอใจจึงลาและขอบคุณเทพเจ้าที่ช่วยเหลือ เพอร์ซุสจึงเดินทางต่อไปโดยอาศัยเกือกติดปีกของเทพเฮอร์เมส จนมาถึงเกาะที่อยู่ของ เทพีกราเอีย 3 พี่น้อง เพอร์ซุสพบกับภาพของเทพีที่น่าสงสารที่ตาบอดทุกพระองค์ แต่มีดวงตาเพียงดวงเดียวที่แบ่งกันใช้เท่านั้น เพอร์ซุสขโมยดวงตาแห่งเทพีกราเอียมาเพื่อหลอกถามถึงที่อยู่ของปีศาจเมดูซา เหล่าเทพียอมบอกทางแก่เพอร์ซุสจนไปถึงเกาะอันเป็นที่อยู่แห่งปีศาจเมดูซาได้สำเร็จ

เพอร์ซุสมาถึงเกาะที่เต็มไปด้วยรูปแกะหินเหมือนคนจริง ในท่าทางต่างๆ ทั้งน่ากลัว น่าสงสาร ทุกรูปล้วนเคยเป็นคนมีลมหายใจ แต่กลับมากลายเป็นหินเพราะปีศาจเมดูซา เพอร์ซุสเข้าไปยังปราสาทที่อยู่ของเมดูซา และเพอร์ซุสไม่กล้ามองเมดูซาโดยตรงเพราะกลัวว่าเมื่อสบตามันแล้วจะกลายเป็นหิน เขาจึงดูเอาจากเงาที่สะท้อนในโล่ ปรากฏว่าเขาพบกับเมดูซาและเด็ดหัวมันมาจนได้และเหาะนำหัวเมดูซากลับสู่เกาะเซอริฟัส (บางตำนานว่าพอเพอร์ซุสตัดหัวเมดูซาได้นั้นก็บังเอิญสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งออกมาจากคอของเมดูซา นั่นคือ ม้ามีปีก นามว่า "เปกาซัส" ซึ่งเขาว่าเป็นบุตรที่เมดูซาตั้งครรภ์ครั้งที่มีความสัมพันธ์กับเทพโพไซดอนในครั้งที่เมดูซายังเป็นนางพรายงดงามนางหนึ่งและถูกเทพีอธีน่าลงทัณฑ์สาปให้เป็นปีศาจร้ายอย่างที่เป็นอยู่นั่นเอง) แต่กลับถูกพายุพัดเข้ามาถึงอุทยานสวรรค์แห่งเทพเจ้าที่มีเทพแอตลาสที่แบกสวรรค์ไว้เป็นผู้เฝ้า เพอร์ซุสหวังจะพักผ่อนเพราะความเหน็ดเหนื่อยแต่กลับถูกเทพแอตลาสขับไล่ เพอร์ซุสจึงโมโหและชูหัวเมดูซาใส่เทพแอตลาส เมื่อเทพแอตลาสสบตากับหัวเมดูซาก็กลายเป็นหินไป ต่อมากลายเป็นภูเขาแอตลาสทางตอนเหนือทวีปแอฟริกา ต่อมาเพอร์ซุสออกเดินทางผ่านทะเลทรายซาฮาร่าบังเอิญเลือดของเมดูซาหยดไหลตามทางจึงบังเกิดเป็นงูพิษที่อาศัยในทะเลทราย

เพอร์ซุสเดินทางผ่านกรุงเอธิโอเปียอันมีท้าวเซฟฟิฟัสปกครอง ซึ่งเขาต้องประหลาดกับเหตุการณ์ที่มีสาวงามถูกตรึงไว้กับโขดหินและมีเจ้าสัตว์ประหลาดจากทะเลกำลังจะกินนาง เพอร์ซุสจึงเข้าสังหารมันเพื่อช่วยหญิงสาวที่เป็นเหยื่อ เพอร์ซุสมาทราบทีหลังว่า หญิงสาวผู้นี้คือ เจ้าหญิงอันโดเมดร้าพระธิดาแห่งท้าวเซฟฟิฟัส ซึ่งเพอร์ซุสยังประหลาดใจว่าทำไมเจ้าหญิงต้องมาเป็นอาหารของปีศาจร้าย ท้าวเซฟฟิฟัสกล่าวถึงสาเหตุว่า "พระมเหสีข้า คัสสิโอเปีย กล่าวดูหมิ่นเกียรติแห่งเหล่านางพรายนีเรียดส์ทั้ง 50 นางซึ่งมี 1 ในนั้นคือเทพีอัมฟิตริตีราชินีแห่งเทพโพไซดอน พระองค์พิโรธจึงส่งสัตว์ร้ายแห่งท้องทะเลขึ้นมาอาละวาดจับพสกนิกรของเรากิน จนเราต้องส่งสาวพรหมจรรย์มาสังเวยมันทุกปีจนมาถึงคราวของเจ้าหญิงอันโดรเมดร้านี้ล่ะท่าน"

เมื่อเพอร์ซุสทราบความจริงแล้ว ท้าวเซฟฟิฟัสพอพระทัยเพอร์ซุสที่ช่วยพระธิดาไว้จึงยกพระธิดาให้เป็นพระชายา และแล้วเพอร์ซุสก็อภิเษกกับเจ้าหญิงอันโดรเมดร้าและพาเจ้าหญิงกลับบ้านเมืองของพระองค์และเพอร์ซุสได้นำหัวของเมดูซามาถวาย พอมาถึงเกาะเซอริฟัสพบว่าพระมารดาเจ้าหญิงดาเนียหนีมาอยู่ที่บ้านของดิกทิสเพราะถูกท้าวโพรเดคทิสลวนลาม เพอร์ซุสคิดแก้แค้นจึงเข้าเฝ้าและมอบหัวเมดูซาแก่ท้าวโพรเดคทิสโดยชูหัวเมดูซาให้ เมื่อพระองค์สบตาเมดูซาพระองค์ก็กลายเป็นหินไป จากนั้นเพอร์ซุสก็ยกเมืองนี้ให้ดิกทิสเป็นกษัตริย์พระองค์ต่อไป จากนั้นเพอร์ซุสก็นำหัวเมดูซามาประดับไว้ในโล่ของเทพีอธีน่าและก็คืนของวิเศษกลับคืนสู่เทพเจ้าซึ่งเป็นเจ้าของเดิม

จากนั้นเพอร์ซุสพาพระมารดาและเจ้าหญิงอันโดรเมดร้าล่องเรือสู่เมืองอาร์กอสเพื่อเยี่ยมเสด็จตาและหวังว่าเสด็จตาจะหายกลัวในคำทำนายแล้ว พอท้าวอะคริสิอัสทราบเท่านั้นก็ได้หลบหนีไปพำนักที่เมืองลาริสซาซึ่งเจ้าเมืองเป็นพระสหายเก่า เพอร์ซุสมาถึงก็ออกตามหาเสด็จตาจนมาถึงเมืองลาริสซา ซึ่งในขณะนั้นมีการจัดงานกีฬา เพอร์ซุสก็ลงแข่งขันด้วยโดยลงแข่งก๊ฬาขว้างจานเหล็ก (ควอยต์) ซึ่งบังเอิญจริงๆ เพอร์ซุสขว้างแรงไปโดยไม่ได้ตั้งใจดันไปถูกชายชราคนหนึ่งเสียชีวิต พอเจ้าหญิงดาเนียมาถึงก็กลายว่าชายชราที่ตายนั้นคือ ท้าวอะคริสิคัส ซึ่งเป็นไปตามคำทำนายเสียจริงที่พระองค์จะต้องตายด้วยน้ำมือของหลาน ต่อมาเพอร์ซุสก็ขึ้นครองราชย์เมืองอาร์กอสแต่เกิดความไม่สบายใจเพราะเท่ากับว่าตนเป็นผู้สังหารเสด็จตาเหมือนว่าแย่งบัลลังก์มา จึงมาสร้างเมืองใหม่คือ "ไมซีนี" จากนั้นพระองค์กับพระราชินีอันโดรเมดร้าก็ทรงครองรักกันอย่างมีความสุข

ตำนาน เซนต์วาเลนไทน์ (Valentine)


วันวาเลนไทน์ มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ณ กรุงโรม หรืออาณาจักรโรมัน ในยุคของจักรพรรดิคลอดิอุส ที่สอง (Claudius II) โดยที่จักรพรรดิพระองค์นี้ มีนิสัยชอบกดขี่ข่มเหงผู้อื่น เขาได้สั่งให้ชาวโรมันทุกคน สักการะนับถือพระเจ้า 12 องค์ โดยผู้ที่ขัดขืนคำสั่งจะถูกทำโทษ รวมทั้งห้ามยุ่งเกี่ยวกับพวกคริสเตียนด้วย แต่นักบุญวาเลนตินุส (Valentinus) มีความเลื่อมใส ศรัทธาต่อพระคริสมาก เขาได้กล่าวไว้ว่า แม้กระทั่งความตายก็ไม่สามารถ เปลี่ยนความคิดของเขาได้ เขาจึงได้ถูกขังคุก

ช่วงอาทิตย์สุดท้ายในชีวิตของเขานั้น ได้มีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น ขณะที่เขาถูกคุมขังอยู่นั้น ผู้คุมขังได้ขอให้วาเลนตินุส สอนลูกสาวเขาตาบอดของเขา จูเลียเป็นคนสวยแต่น่าเสียดายที่เธอตาบอดตั้งแต่แรกเกิด วาเลนตินุสได้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ต่างๆ สอนเลข และเล่าเรื่องพระเจ้าให้เธอฟัง จูเลีย สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ในโลกนี้ได้ โดยคำบอกเล่าของ วาเลนตินุส เธอเชื่อใจเขาและเธอมีความสุขมากเมื่ออยู่กับเขา

วันหนึ่งจูเลียถามวาเลนตินุสว่า ถ้าเราอธิษฐาน พระผู้เป็นเจ้าจะได้ยินเราไหมวาเลนตินุสตอบว่า พระผู้เป็นเจ้า จะได้ยินเราแน่นอน ท่านได้ยินเราทุกคนจูเลียกล่าว ท่านทราบหรือไม่ว่า ข้าอธิษฐานขออะไรทุกๆ เช้า ทุกๆ เย็น….ข้าหวังว่า ข้าจะได้มองเห็นโลก เห็น ทุกๆ อย่างที่ท่านเล่าให้ข้าฟังวาเลนตินุสจึงบอก พระเจ้ามอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ทุกคน เพียงแค่เรามีความเชื่อมั่นในพระองค์ท่าน เท่านั้นเอง

จูเลีย ผู้ซึ่งมีความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้าจึงได้คุกเข่า กุมมือ อธิษฐานพร้อมกับวาเลนตินุส และในขณะนั้นเอง ก็ได้มีแสงสว่างลอดเข้ามาในคุก และสิ่งมหัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้น จูเลียค่อยๆ ลืมตา พระเจ้า…..เธอมองเห็นแล้ว เขาและเธอจึงกล่าวขอบคุณต่อพระเจ้า และเรื่องมหัศจรรย์เรื่องนี้ ได้แพร่หลายไปทั่วราชอาณาจักร

ในคืนก่อนที่วาเลนตินุสจะสิ้นชีวิต โดยการถูกตัดศีรษะ เขาได้ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า “From Your Valentine” เข้าสิ้นชีพในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้น ศพของเขาได้ถูกเก็บไว้ที่โบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของวาเลนตินุส แด่ผู้เป็นที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทนแห่งรักนิรันดร์และมิตรภาพอันสวยงาม