แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พจน์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พจน์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

“เอ ศุภชัย” ไม่ขอตอบโต้ “พจน์” อีก เผยเชื่อ “ณเดชน์” บอกมารไม่มีบารมีไม่เกิด

“เอ ศุภชัย” ไม่ขอต่อปากต่อคำ “พจน์” ลั่นอยากให้เรื่องจบลงแค่นี้ พร้อมเผยเชื่อ “ณเดชน์” ที่บอกว่ามารไม่มีบารมีไม่เกิด พร้อมป้องณเดชน์เปล่าเรื่องเยอะเปลี่ยนผจก.ส่วนตัวบ่อย แจงเป็นนโยบายของตนเองที่ 2 ปีจะเปลี่ยนคนดูแลหนึ่งครั้ง
 
หลังจาก “เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร” เปิดศึกฉะกันกับ “พจน์ อานนท์” เพราะไม่แฮปปี้ที่พจน์ออกมาซัด “เคน ภูภูมิ” ลืมตัวพร้อมกับงัดรูปในอดีตออกมาแฉว่าพระเอกคนดังเคยทำศัลยกรรม แถมก่อนหน้านี้พจน์ยังลาก “ชมพู่ อารยา เอฮาร์เก็ต” มาเปรียบเทียบว่าดังกว่า “อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ” ซึ่งเป็นนางเอกน้องรัก โต้กันไปโต้กันมาจนดูบานปลายไปกันใหญ่ ล่าสุดเจอตัวเออีกครั้ง เจ้าตัวก็ออกปากไม่ขอต่อปากตอคำอีกต่อไป อีกทั้งเชื่อที่ “ณเดชน์” บอกว่ามารไม่มีบารมีไม่เกิด

“ที่พี่พจน์ บอกกกว่าชมพู่ดังกว่าอั้ม อันนี้ผมก็อยากให้จบไปไม่ขอตอบโต้อะไรทั้งสิ้น ก็ไม่มีอะไร ไม่อยากตอบโต้ ถามว่าผมสอนน้องยังไงกับเรื่องนี้ก็ไม่ได้สอนอะไรนะ ให้เขาคิดเองเด็กๆ พวกนี้เขาเก่งอยู่แล้ว โตเป็นผู้ใหญ่แล้วบางทีเขาสอนผมด้วย เรื่องพี่พจน์ก็เลยขอจบลงแค่นี้ (ต่อไปต้องออกงานประกบเคนเลยไหม?) (หัวเราะ) ไม่หรอกครับคงไม่มีใครทำร้ายใคร อย่างที่ณเดชน์เคยบอกไว้ว่ามารไม่มีบารมีไม่เกิด (หัวเราะ) เขาก็พูดให้ฟังกันเวลาอยู่ที่บ้านเรานั่งคุยกันเราก็เก็บไว้เป็นข้อคิด”

ส่วนข่าวลูกรัก “ณเดชน์” ดังแล้วเรื่องมากเปลี่ยนผู้จัดการส่วนตัวถึง 3 คน เจ้าตัวแจงว่า...

“อันนี้ไม่จริง เพราะมันเป็นการตัดสินใจของเรา ทุกคนเป็นผู้ดูแลเป็นลูกน้องของผมทั้งหมด เราก็มีนโยบายใหม่ว่า 2 ปีจะเปลี่ยน 1 ครั้ง วนกันไปสับเปลี่ยนการทำงาน แต่ละคนก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการทำงาน เขาก็ทำงานกันเต็มที่ ยังเป็นผู้ช่วยผมกันทุกคนยังอยู่กันครบ อย่างนักแสดงเขาก็ทำหน้าที่ของเขาอย่างดีที่สุด ทุกคนไม่มีใครบกพร่องในหน้าที่ของตัวเองก็ดีแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเราตามที่เราเห็นสมควร อีกอย่างเป็นเรื่องสุขภาพของคนดูแลณเดชน์คนเก่าด้วย เพราะณเดชน์คิวงานเยอะ แต่ก็ยังทำงานร่วมกันอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม”

ขอบคุณข่าวแซ่บจากผู้จัดการออนไลน์

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

“อั้ม” ไม่สน “พจน์ อานนท์” บอก “ชมพู่” ดังกว่า ลั่นไม่ขอยุ่งเพราะไม่อยากสร้างศัตรู

“อั้ม” ไม่ออกความเห็น “พจน์ อานนท์” เกาเหลา “เอ ศุภชัย” ผจก.ส่วนตัว แจงไม่ขอก้าวก่ายโบ้ยเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ส่วนที่พจน์ยก “ชมพู่” ดังกว่าตนก็ไม่ซีเรียส บอกไม่อยากยุ่งเพราะไม่อยากสร้างศัตรู พร้อมปัดไม่กินเส้นชมพู่ เผยถึงไม่สนิทแต่ก็คุยกันปกติและร่วมงานกันได้


อยู่ๆ ก็มีข่าวว่าสองนางเอกตัวแม่อย่าง “อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ” กับ “ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต” ไม่กินเส้นกันถึงขั้นไม่ยอมแชะภาพคู่และไม่ยอมขึ้นเวทีในงานเดียวกันเลยทีเดียว แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางฝ่ายของชมพู่จะออกมาเคลียร์ไปแล้วว่าไม่ใช่เรื่องจริง แต่กระแสข่าวดังกล่าวก็ยังไม่จบง่ายๆ ล่าสุดเป็นทางฝ่ายของอั้มออกมาแจงบ้าง โดยเจ้าตัวยืนยันว่า ถึงแม้ไม่สนิทกับชมพู่แต่ก็คุยกันได้ปกติ และร่วมงานกันได้

“ไม่มีเลยค่ะ ไม่รู้ว่าข่าวมาจากไหน ถ้าเจอกับชมพู่ก็ทักทายกันปกติค่ะ ส่วนที่ว่าอั้มไม่ยอมถ่ายรูปร่วมเฟรมและไม่อยากร่วมงานกัน ไม่มีเลยค่ะ เรายังร่วมงานกันได้ปกติ มีใครจ้างให้ไปก็ไปหมด แล้วไม่เคยมีอะไรทะเลาะกันเลย ตั้งแต่มีข่าวก็ยังไม่ได้คุยกันค่ะ”

“อั้มก็เห็นจับชนกันมาหลายปีแล้ว ก็เป็นปกตินะ อีกอย่างเรายังเป็นเพื่อนร่วมงานกันเหมือนเดิม แต่อาจจะไม่สนิทกันมากที่ต้องออกไปข้างนอกไปโน่นไปนี่ด้วยกัน แต่ถ้าเวลาเราเจอกันทุกทีก็คุยกันนะคะ ไม่ได้ทะเลาะกันเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่เคยคิดอะไรเลย ไม่มีอะไร ข่าวเขียนเองหรือเปล่าว่าทะเลาะกัน ยืนยันว่ายังร่วมงานกันได้ตลอด อย่างที่คนจับตามองว่าเวลาประกาศผลรางวัลจะไม่ขึ้นถ่ายรูปด้วยกัน ก็ไม่นะ ส่วนตัวอั้มเองไม่มีอะไรเลย และก็คิดว่าตัวชมพู่เองก็ไม่มีอะไรเหมือนกันค่ะ”

เมื่อถามถึงกรณีที่ตอนนี้ “เอ ศุภชัย” ผู้จัดการส่วนตัว กำลังเปิดศึกเกาเหลากับ “พจน์ อานนท์” อย่างถึงพริกถึงขิงนั้น สาว “อั้ม” โดดป้องเอเป็นคนดี แต่ไม่ขอยุ่งมากว่านี้เพราะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ พร้อมบอกไม่สน หลังอยู่ๆ “พจน์” ลากไปพาดพิง บอก “ชมพู่” ดังกว่า

“ได้ข่าวมาเหมือนกันค่ะ มีคนโทรมาถามเหมือนกัน ก็ไม่มีความคิดเห็นอะไรเลย อั้มไม่ขอโต้ตอบกลับ ปล่อยให้พี่เขาพูดไปดีกว่า เพราะอั้มก็คุยกับพี่เอ (ศุภชัย) แล้วว่าเราไม่ควรพูดเลยดีกว่าค่ะ และที่พี่เอไม่พูดก็ดีแล้ว ไม่มีคอมเม้นท์ถึงใครทั้งนั้น อั้มไม่สามารถที่จะพูดส่วนใครได้ค่ะ แต่ถ้าเป็นพี่เอ กับอั้มเองยืนยันได้ว่าพี่เอเป็นคนดีจริงๆ เป็นคนตลก วันๆ เขาก็คุยตลก ทำงาน มีสาระบ้าง ตลกบ้าง อั้มรู้ว่าพี่เอเป็นยังไง แล้วเราก็รักกัน รู้กันแค่นี้ เรื่องของคนอื่นอั้มไม่รู้และก็ไม่สนใจเรื่องของใครเลยจริงๆ”

“คือจริงๆ อั้มไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราก็ไม่ได้ออกมาพูดอะไร นึกออกไหม อั้มยังไม่ได้ฟังคำพูดที่พี่พจน์พูดถึง ก็มีคนโทรมาถามเหมือนกัน แต่เราไม่ได้สนใจเรื่องอะไรจริงๆ เขาก็เป็นเหมือนพี่ผู้ใหญ่ในวงการเท่านั้นเอง อั้มไม่อยากพาดพึงถึงใคร ไม่อยากเป็นศัตรู อั้มไม่ได้เกลียดเขา ใครทะเลาะกับใครไม่รู้ ก็คงไม่ได้พาดพิงถึงเรา เราก็ไม่ได้เป็นคนดังอะไร เราก็อยู่ในส่วนของเรา”

สอบถามกรณีที่ “น็อต วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์” ไปมีข่าวดอดขอเบอร์กะเทย “เอมมี่ รัชฎา” ซึ่งก่อนหน้านี้เคยตกเป็นข่าวขึ้นคอนโดแฟนเก่า “โน้ต วิเศษ” มาแล้ว ในฐานะอั้มเคยเป็นคนใกล้ชิดของพี่น้องคู่นี้จึงอดถามไม่ได้ แต่งานนี้เจ้าตัวออกตัวว่า... “อั้มไม่รู้เรื่องอะไรเลยค่ะ ไม่สามารถตอบอะไรได้เลย”

พร้อมแจงถึงข่าวลือแตกคอกับ “ตอง ภัครมัย” ไม่ได้ซี้ปึ๊กเหมือนเดิมแล้วว่าไม่จริง

“ก็ดีค่ะ เรายังสนิทกันมากเหมือนเดิม และที่วันนี้ตองไม่มา เขาติดงานมาไม่ได้ แต่โทรคุยกันเรียบร้อยแล้ว อีกอย่างช่วงนี้ ตองก็มีหนุ่มๆ ในหัวใจแล้วด้วย แต่ขอบอกก่อนว่าอั้มไม่ใช่แม่สื่อนะ แต่อั้มก็พอรู้จักกับหนุ่มคนนี้ เคยเจอกันบ้าง กับตองเราก็ไม่ได้ห่างกัน เรายังเป็นเพื่อนรักกัน ยังโทรคุยกัน เม้าท์กันตลอดเวลาค่ะ บีบีหากันทั้งวัน”

“ตองเป็นผู้หญิงที่ทำงานอยู่กับบ้าน ไม่ได้ออกไปไหนเท่าไร มีอะไรก็คุยโทรศัพท์ อีกอย่างเราไม่ค่อยได้เจอกัน ยิ่งตองกำลังมีความรักก็ไม่ได้เจอ ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยได้เจออยู่แล้ว คอนเฟิร์มว่าความสัมพันธ์แนบแน่นรักกันเหมือนเดิมค่ะ”

ขอบคุณข่าวแซ่บจากผู้จัดการออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

“พจน์” ไม่ยุ่ง “น้าฟิล์ม” โดนจับค้ายาบ้า ให้ “ลีน่า จัง” เป็นทนายดูคดี “แอนนี่” ฟ้องหมิ่น


“พจน์” ปัดไม่รู้ “น้าฟิล์ม” โดนจับค้ายาบ้า เผยตั้งแต่ “ฟิล์ม” ไปเรียนเมืองนอกเรื่องทุกอย่างจบ ตนติดต่อแค่ “ฟิล์ม” คนเดียว คนในครอบครัวไม่เกี่ยว ส่วนเรื่องคดีถูก “แอนนี่ บรู๊ค” ฟ้องหมิ่น เจ้าตัวให้ “ลีน่า จัง” เป็นทนายความ และมอบอำนาจให้ดูแลทุกอย่าง

อยู่ๆ ก็เป็นเรื่องขึ้นมาอีกแล้ว หลังจากปีที่ผ่านมาฉาวขึ้นหน้าหนึ่งเองนานเป็นเดือน ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าน้าชายของนักร้องหนุ่ม “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” ถูกตร.สระบุรีจับค้ายาบ้า พร้อมยึดของกลางอื้อ ซึ่งขณะนี้นักร้องหนุ่มกำลังเรียนภาษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ไม่สามารถให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ ทางผู้สื่อข่าวจึงเบนเข็มสอบถามผู้ใกล้ชิดที่หนุ่ม “ฟิล์ม” มีเรื่องเดือดร้อนทีไร ต้องขี่ม้าขาวมาช่วยตลอด นั่นก็คือผู้กำกับปากจัด “พจน์ อานนท์” โดยเรื่องนี้เจ้าตัวปฏิเสธไม่รู้เรื่อง บอกดูแลนักร้องหนุ่มคนเดียว ส่วนคนในครอบครัวไม่ขอข้องเกี่ยว

“เรื่องน้าฟิล์ม อันนี้ไม่รู้เรื่องเลยครับ แล้วผมไม่ได้ยุ่งอะไรกับฟิล์มแล้ว พอฟิล์มไปเรียนก็ไม่มีอะไรแล้ว เรื่องก็จบแล้ว และเราก็ติดต่อแค่ฟิล์มคนเดียว คนอื่นไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวกับครอบครัวเขา เราดูแลแค่ฟิล์มคนเดียวครับ และเรื่องนี้ฟิล์มก็ไม่ได้ปรึกษาอะไร อย่างที่บอกเขาไปเมืองนอกก็จบแล้ว ไม่ได้คุยอะไรกันเลยครับ ดังนั้นเรื่องน้าอะไรเขาก็ยังไม่รู้เรื่องเลย แต่คิดว่ามันไม่น่าจะเกี่ยวกับเรา เพราะว่าเราดูแลแค่ฟิล์มคนเดียว”

“ซึ่งพอฟิล์มไปเมืองนอกเราก็มีคุยกันบ้าง แต่คุยกันก่อนไปนะว่า เออ....ถ้าอยากไปเที่ยวให้บอกเขา เดี๋ยวเขาจะพาไป เราก็บอกขอทำงานก่อน เดี๋ยวถ้าอยากไปแล้วจะบอก แต่ถ้าเขากลับมาจะจีบๆ เล่นหนังไหม อันนี้ก็ต้องติดต่ออาร์เอสครับ เพราะว่าเขาอยู่กับอาร์เอส”

ส่วนเรื่องคดีที่ถูกดาราสาว “แอนนี่ บรู๊ค” เป็นโจทก์ยื่นฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท เจ้าตัวเผยได้มอบอำนาจให้ “ลีน่า จังจรรจา” ซึ่งเป็นทนายความส่วนตัว ไปขึ้นศาลแทนวันที่ 17 ม.ค.นี้

“เรื่องคดีไม่ได้ไปขึ้นอะไรครับ พอดีเราให้พี่ลีน่า จังเป็นทนายความแล้ว วันที่ 17 ม.ค.นี้พี่ลีน่า จังจะไปขึ้นศาลให้ ผมก็มอบอำนาจให้พี่ลีน่า จังเลยครับ ดังนั้นเรื่องความคืบหน้าของคดีอะไรตรงนี้เราไม่ทราบเลย เราก็ทำงานปกติ และก็คุยปรึกษากับพี่ลีน่า จังทุกวัน คือมันไม่มีปัญหาอะไรครับ เดี๋ยวก็รอดูวันที่ 17 เราก็ให้ทนายความของเราเดินเรื่องแทนเราไปแล้วครับ ซึ่งเราก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะไม่ได้ถึงขนาดไปว่าเขาหรือว่าอะไรเลย มันก็ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล”

ปัดเกาเหลา “มดดำ คชาภา ตันเจริญ” บอกสนิทกันก็ต้องมีงอนกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา

“มดดำไม่ได้งอนอะไร ถ้าถามว่ามดดำบอกจะไม่เล่นหนังเราอีกแล้ว ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ เขายังเล่นอยู่ เขาพูดไปอย่างนั้นเองแหละ ไม่มีอะไรหรอกก็สนิทกัน สนิทมากเลยงอนกันเป็นเรื่องปกติ”

ขอบคุณข่าวแซ่บจากผู้จัดการออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

“สมยศ” ฉุน! “พจน์” ด่าหยาบลามถึงบุพการี ฟ้องหมิ่นเรียก 20 ล้าน

“สมยศ” เดือดถูก “พจน์” ด่าแรงลามถึงบุพการีผ่านเว็บไซต์ดัง เดินหน้าฟ้องร้องฐานหมิ่นเรียก 20 ล้าน เป็นค่าทำให้เสียหาย และเสียเครดิตเกือบ 20 ปีที่อยู่ในวงการ ลั่นจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ปัดสร้างกระแส อุบถูกอีกฝ่ายฉก “ฟิล์ม” ไป บอกมีหลักฐานพร้อมจะชี้แจงอีกที
เคยออกมาให้สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์ดังว่า เป็นผู้ปลุกปั้นนักร้องหนุ่ม “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” ตัวจริง ไม่ใช่นักปั้น-ผู้กำกับชื่อดัง “พจน์ อานนท์” แต่ที่ผ่านมาเรื่องมักถูกบิดเบือนจากปากนักร้องหนุ่มเองว่า “พจน์” เป็นคนชักนำเขาเข้าสู่วงการ และเมื่อ “นายสมยศ ศรีสมบูรณ์” กรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์ บริษัทบ้านบันเทิง ได้ออกมาพูดทวงความจริง ก็เลยถูก “พจน์” ด่าตอกกลับด้วยคำที่หยาบคายรุนแรง ดูถูกบุพการี ผ่านเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์บันเทิงชื่อดัง

และเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา (18 ธ.ค.) “สมยศ” พร้อมทนายความส่วนตัว “นายสุรพล บุญแซม” จึงได้หอบหลักฐานข่าวที่ลงข้อความ “พจน์” พูดพาดพิง และข่าวจากหนังสือพิมพ์ย้อนหลังต่างๆ เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.มานิต จันทร์ประสิทธิ์ พนง.สอบสวน (สบ.2) สน.พหลโยธิน ฐานหมิ่นประมาท โดยมีนักปั้นรุ่นพี่ “อุ๊บ วิริยะ” ตามมาให้กำลังใจ

โดย “สมยศ” ได้เผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตั้งแต่ทำงานเป็นนักข่าวอยู่ในวงการมาเกือบ 20 ปี ไม่เคยทะเลาะกับใคร และไม่เคยโดนใครด่าเจ็บจนทำให้เสียเครดิตแบบนี้ เลยต้องมาแจ้งความเอาผิด “พจน์” ฐานหมิ่นประมาทพร้อมเรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท

“ที่ผมมาแจ้งความวันนี้ เพราะแต่ก่อนผมก็เป็นนักข่าวบันเทิง ทำงานตั้งแต่ปี 2534 ทำนิตยสารบ้าง ทำข่าวหนังสือพิมพ์บ้าง นั่นคือเครดิตในการทำงานของผม และผมก็ไม่เคยมีปัญหากับใคร ผมไม่เคยทะเลาะกับใครหรือด่าใคร แต่อยู่ดีๆ มีคนหนึ่งซึ่งรู้อยู่แล้วว่าใครมากล่าวอ้างในคำที่ไม่ถูกต้อง ผมไม่ใช่เป็นตามที่โดนกล่าวอ้าง และที่สำคัญถ้ามาโดนแบบนี้ทุกคนก็เจ็บครับ มากล่าวอ้างถึงบุพการี มากล่าวอ้างด้วยถ้อยคำที่ดูหยาบคาย ฟังแล้วไม่รื่นหู ฟังแล้วไม่สุภาพ ฟังแล้วไม่น่าจะคิดได้กับคำพวกนี้ ผมทำงานในวงการนี้มาเกือบ 20 ปี ความเสียหายกับเครดิตผม มันไม่สามารถที่จะเรียกคืนกลับมาได้ คนหนึ่งค่อยๆ เดิน 1 2 3 4 แต่อีกคนเหมือนมาทำให้ทุกอย่างฮวบฮาบลงไป ซึ่งผมเองเป็นเด็ก พี่พจน์เป็นผู้ใหญ่ แต่ผมไม่เคยเกเร ไม่เคยล้ำเส้น ไม่เคยพูดอะไรที่ทำให้คนอื่นดูไม่ดีแบบนี้”

“ผมอยู่ตรงนี้ก็มีความรู้ความสามารถ ผมมีการศึกษามากพอที่จะมีระดับมันสมอง และวิธีการจัดระบบความคิดว่า สิ่งไหนที่ผมควรจะพูด สิ่งไหนที่ไม่ควรพูด และในการพูดของผมแต่ละครั้งมีการเรียบเรียง มีการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง และไม่ได้ก้าวไปล้ำเส้นใคร แม้ผมจะเด็กกว่าไม่ใช่คนดัง ผมไม่มีฐานะอะไรที่จะไปสู้ใครได้ แต่ผมมีความเป็นจริง และผมก็ถูกกล่าวหา ทั้งๆ ที่เรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2545 ทุกอย่างเป็นมายังไง นักข่าวบันเทิงที่เป็นเพื่อนผมจะรู้หมด ผมไม่ใช่โมเดลลิ่งนะครับ ผมก็อยู่ในสื่อสารมวลชนเหมือนกัน ใบผู้ประกาศข่าวผมก็มีเหมือนกัน แต่สิ่งที่เขาพูดคือการลดระดับของผม นั่นคือดูหมิ่นในเรื่องของเครดิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คนหนึ่งของผมเหมือนกัน ทำให้ผมเสียหายในเรื่องของภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือในสังคมบันเทิง”

“ถามว่าเรื่องเนิ่นนานแล้วทำไมถึงเพิ่งมาแจ้งความ คือจริงๆ ผมได้ยินนักข่าวเล่าประเด็นนี้มาเหมือนกัน แต่ผมไม่ได้ใส่ใจ แต่พอได้ไปอ่านหนังสือพิมพ์ย้อนหลัง ก็เอ๊ะมันไม่ใช่แล้วนะ ถึงผมไม่ใช่คนดัง ไม่มีฐานะสูงส่ง แต่ผมไม่เคยล้ำเส้นใคร แต่ก็อย่ามาล้ำเส้นผมเหมือนกัน”

“ที่ผมฟ้องเรียกค่าเสียหาย 20 ล้าน จำนวนที่เรียกไปเป็นมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเครดิต เครดิตที่คนเราสร้างสมมา 20 ปี มันประเมินค่ายากนะครับ เขาด่าบุพการีผม เปรียบเทียบผมเป็นอย่างที่เห็นกันอยู่ในข่าวที่ลงเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ว่าผมเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นโน่นเป็นนี่บ้าง มันทำให้ผมรู้สึกว่าเราต้องเลือกใช้ภาษา ยิ่งภาษาต่อหน้าสื่อ อย่าลืมนะครับว่าภาษาที่มีต่อวัยรุ่นหรือสังคม มาจากภาษาสื่อมวลชน เพราะฉะนั้นเมื่อมาจากสื่อมวลชนแล้ว เราเป็นต้นเรื่องที่พูดออกไป มันจะต้องมีการคัดกรองภาษา เลือกใช้ภาษาไทย ถ้าไม่มีการคัดกรองเลือกภาษาที่ถูกต้องแล้ว ทุกคนจะเรียนมาทำไมครับ”

ลั่นไม่มีการติดต่อพูดคุยกับคู่กรณี บอกเลิกคุยมานานแล้วเพราะทัศนคติไม่ตรงกัน ยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด พร้อมปัดต้องการสร้างกระแส

“ไม่คุยครับ ผมไม่เคยคุยกับพี่พจน์มานานแล้ว เพราะทัศนคติเราไม่ตรงกัน และสิ่งต่างๆ ผมก็เล่าได้เท่าที่ควรจะเป็นในสิ่งที่ผมดำเนินเรื่องอยู่ ผมยืนยันว่าจะดำเนินคดีเขาให้ถึงที่สุด เพราะผมอยู่ในวงการมาร่วม 20 ปี ไม่เคยมีใครมาทำขนาดนี้กับผม และผมไม่เคยทำอะไรใคร”

“ถ้าคนจะมองว่าสิ่งที่ผมทำอยู่ เพื่อต้องการสร้างกระแสให้กับตัวเอง หรือกับพ็อกเก็ตบุ๊กที่กำลังจะออก เรื่องสร้างกระแสไม่เกี่ยวกันครับ ถ้าผมจะสร้างกระแส ตั้งแต่ที่มีข่าวต่างๆ ออกมาที่เราเห็นกันอยู่ ถ้าผมออกมาช่วงนั้นจะดีกว่าไหมครับ ไม่ใช่ช่วงนี้ แล้วหนังสือเนี่ยผมก็เขียนอยู่แล้ว ผมเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ก็ทำของผมเอง ซึ่งหนังสือที่ผมทำอยู่เป็นโครงการเรื่องแทนที่คนดี เรื่องดี 100 คนทั่วประเทศ เรื่องนี้ยิ่งทำให้เสียหาย เพราะหนังสือเล่มนี้ผมเป็นนักเขียน ถ้าเป็นนักเขียนปกติธรรมดาหรือที่โดนกล่าวหามา นึกเหรอว่ากระทรวงพัฒนาสังคมจะเลือกผมไปเขียน”

ต่อข้อซักถามที่ว่า เมื่อฟ้อง “พจน์ อานนท์” แล้ว จะมีพาดพิงไปถึง “ฟิล์ม” หรือไม่ เจ้าตัวกล่าวว่า

“เรื่องตรงนั้นเป็นเรื่องที่ผมส่งสำนวนการฟ้อง และอยู่ที่ท่านพนักงานสอบสวน นอกจากนั้นอยู่ที่ว่าจะมีความเป็นไปอย่างไร และเมื่อสรุปสำนวนอะไรต่างๆ ชัดเจนแล้ว หลักฐานหรือเรื่องราวต่างๆ ผมจะชี้แจงอีกทีหนึ่ง (แต่ยืนยันเป็นคนปั้นพระฟิล์ม และถูกพจน์ฉกไป?) คือเรื่องปั้นพี่ๆ น้องๆ ที่รู้จักผม แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ผมก็ยังเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ให้กับหน่วยงาน ให้กับบริษัทหนังต่างๆ อยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าถามเรื่องนี้ทุกคนถ้าเป็นนักข่าวเก่าๆ จะรู้ ตั้งแต่ปี 2545 จากสื่อที่เคยลงไปบ้างแล้ว ส่วนที่บอกว่าเขามาฉกไป ถ้าจะพูดอย่างนั้นผมยังไม่ขอตอบไปไกลกว่านี้ ให้ทุกอย่างเรียบร้อยหรือชัดเจนกว่านี้ ผมก็จะพูดได้มากกว่านี้ เพราะที่ผมออกมาพูดก็มีสิ่งต่างๆ มีหลักฐานของผมพอประมาณเหมือนกัน”

“ทุกวันนี้ผมไม่ได้ติดต่อพระฟิล์มแล้ว ไม่ได้ติดต่อกันตั้งแต่ปลายปี 2545 ผมอาจจะไม่พูดมากไปกว่านี้ แต่สิ่งที่ผมทำเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ผมเป็นคนยกเลิกการทำงานกับเขาเอง ส่วนเหตุผลอะไรผมไม่ขอพูด ให้ดูจากสิ่งต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นเอาละกัน คือถ้ามันมีอะไรที่สามารถพูดได้มากกว่านี้ ผมยินดีที่จะให้ความกระจ่าง เพราะผมก็เก็บเรื่องนี้มาตลอด 8 ปีเหมือนกัน สิ่งไหนที่ผ่านไปแล้วผมก็ไม่ซีเรียส ไม่สนใจ ถือว่าทำอะไรไปแล้ว ให้โอกาสไปแล้ว จะนึกถึงหรือไม่นึกถึงก็ไม่เป็นไร เพราะผมก็มีอาชีพมีการงาน”

ด้าน “อุ๊บ วิริยะ” ที่มาให้กำลังใจนักเขียนรุ่นน้อง บอกกล้าเอาชื่อตนการันตีว่า สิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริงทั้งหมด

“วันนี้ก็มาให้กำลังใจเขา ในฐานะที่รู้จักรู้เห็นความเป็นมาในการทำงานของเขากว่า 20 ปี ก็ถือว่าเป็นรุ่นพี่ มีอะไรก็ปรึกษากันตลอด ก็รู้ในสิ่งที่เขาทำเขาเห็น คือเป็นความจริง ตรงนี้กล้ายืนยันโดยเอาชื่อผมการันตี ถามว่าการที่ผมออกมาแบบนี้จะทำให้มีปัญหากับพจน์อีกไหม มันไม่เกี่ยวกันครับ”

ขอบคุณข่าวแซ่บจากผู้จัดการออนไลน์

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

"พจน์" ประกาศแฟนตัวยงประชาธิปัตย์ บอก "ไตรรงค์" อย่าซีเรียส "ชิมิ" ศัพท์วัยรุ่น เผยRSฟ้อง "แอนนี่" แล้ว

“พจน์” แจงไม่มีเจตนาทำภาษาไทยวิบัติ ใช้คำ “ชิมิ” เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของหนัง เข้าใจ “ไตรรงค์” เตือนเพราะเป็นห่วง บอกตนเป็นแฟนตัวยงพรรคประชาธิปัตย์ ไม่อยากให้ซีเรียสกับศัพท์วัยรุ่น แขวะเพลงเห็นหมีหนูไหมน่าโดนติงมากกว่า งงโปสเตอร์ “แทค” ใส่กางเกงว่ายน้ำโดนเซ็นเซอร์ เหน็บทีผู้หญิงแก้ผ้ากลับไม่โดน ส่วนกรณีถูก “แอนนี่” ฟ้องหมิ่น เจ้าตัวยันไม่มีเจตนาและหลักฐานแน่น บอกอาร์เอสฯฟ้องดาราสาวกลับเรียบร้อยแล้ว

โดนจวกกำลังจะทำให้ภาษาไทยวิบัติ สำหรับหนังเรื่องใหม่ล่าสุดของผู้กำกับชื่อดัง “พจน์ อานนท์” ที่ทีแรกใช้ชื่อ “หอแต๋วแตก แหกชิมิ” แต่ไม่ผ่านเซ็นเซอร์เจ้าตัวเลยยอมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “หอแต๋วแตก แหวกชิมิ” ซึ่งพอผ่านแล้วกลับถูกรองนายกรัฐมนตรี “นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี” จวกคำว่า “ชิมิ” เป็นการทำให้ภาษาไทยวิบัติ และเป็นปัญหาระดับชาติ พร้อมไล่ให้เปลี่ยนชื่อหนังใหม่ด่วน



เจอสั่งห้ามเพราะใช้คำแสลงหูแบบนี้ “พจน์ อานนท์” เลยต้องจัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่บริษัทพระนครฟิล์ม ย่านประชาชื่น เพื่อชี้แจงถึงเหตุผลที่ใช้คำว่า “ชิมิ” ในชื่อหนัง

“คือ หอแต๋วแตก แหกชิมิ เราทำตามขั้นตอนของเซ็นเซอร์หนัง ตอนแรกเราส่งไปเป็น หอแต๋วแตก แหกชิมิ แล้วก็ไม่ผ่าน พร้อมกับส่งโปสเตอร์ใบนี้ให้ดู (โชว์โปสเตอร์ที่มีแทค ภรัณยู ใส่กางเกงว่ายน้ำตัวเดียว) แต่ไม่ผ่านเซ็นเซอร์ เขาบอกว่าผู้ชายโป๊ มันไม่ดีทำให้เด็กใจแตก เราก็รู้สึกว่าผู้ชายไทยใส่กางเกงว่ายน้ำแก้ผ้าไม่ได้ จะทำให้เยาวชนใจแตก แต่ผู้หญิงทำได้ เราก็ต้องเปลี่ยนโดยใช้ซีจีทำให้เป็นกางเกงขายาวก็ผ่าน”

“ส่วนชื่อ หอแต๋วแตก แหกชิมิ ไม่ผ่าน เราก็มานั่งคิดว่าจะเอาหอแต๋วแตกแหกอะไรดี เพราะจริงๆ ชื่อมันมาจาก หอแต๋วแตก แหกกระเจิง ในภาคแรก แล้วจะให้เราเปลี่ยนมาเป็น หอแต๋วแตก แหกกระเจิงชิมิ มันก็ไม่ได้ เลยเป็น หอแต๋วแตก แหกชิมิ แต่ตอนที่ไปกองเซ็นเซอร์คำที่ไม่ผ่านคือ แหก เพราะเขากลัวมันจะเพี้ยนไปเป็นแหกอะไรที่ไม่ใช่ชิมิ”

“จริงๆ คำว่า ชิมิ เราเอามาจากเพลง ซึ่งเพลงนี้มีมาเป็นปีแล้ว อย่างเพลงนี้เราก็ไม่รู้มันผ่านมาได้ยังไง ที่ร้องเห็นหมีหนูไหม...เห็นหมีหนูไหม (ร้องเป็นเพลง) ก็เหม็นกันไปทั้งประเทศเลย เราก็เลยรู้สึกว่าทำไมไม่ไปดูตรงนั้น เพราะเพลง เห็นหมีหนูไหม ดังมากเลยนะ เราฟังไปฟังมาอ้าว...ก็เหม็นกันไปทั้งประเทศ ตรงนั้นน่าจะแก้ไขมากกว่า แต่ ชิมิเป็นศัพท์ธรรมดา ชิมิ ก็คือ ใช่ไหม เป็นศัพท์ที่วัยรุ่นนิยมพูดกัน คือกลุ่มวัยรุ่นเราก็ไม่น่าจะไปซีเรียสอะไรกับเขามากนัก เพราะแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ไป ถ้าไปใช้ในภาษาราชการคงไม่มีใครใช้คำว่า ชิมิ แล้วเผอิญหนังเรื่องนี้เป็นหนังตลกคลายเครียด แล้วช่วงนี้น้ำท่วมกันเราก็อยากให้คนอ่านชื่อหนังเราแล้วอมยิ้ม”

“แต่ท่านไตรรงค์คงเล็งเห็นว่า ไม่อยากให้ภาษาไทยวิบัติ เราก็เคารพในความคิดของท่าน แต่มันอยู่ที่เจตนาของเรา เจตนาของเราแค่ว่าเพื่อความบันเทิง และให้ผู้อ่านอมยิ้ม ให้หนังเข้ากับกลุ่มวัยรุ่นและเพศที่ 3 เพราะเวลาเพศที่ 3 พูดว่า หอแต๋วแตก แหกใช่ไหม มันก็จะเพี้ยนออกมาเป็น แหกชิมิ มันเป็นภาษาเฉพาะกลุ่มไม่ใช่ภาษาราชการ เราก็คิดว่าคงไม่ได้ทำให้ภาษาวิบัติไป แต่ก็ต้องเปลี่ยนเป็น หอแต๋วแตก แหวกชิมิ”

“ตอนนี้เราก็ผ่านเซ็นเซอร์แล้ว โดยใช้ชื่อ หอแต๋วแตก แหวกชิมิ คือในองค์กรเซ็นเซอร์จะผิดอยู่ข้อหนึ่ง ถ้าเราทำหนังออกมาทำลายประเทศ ทำให้ประเทศเสื่อมเสีย หนังเรื่องนั้นอาจไม่ได้ฉาย แต่ แหวกชิมิ ไม่เสื่อมเสียประเทศ ความหมายของเราก็คือ แหวกผ้าม่านไปดูเห็นผี อุ๊ย...ผีชิมิ (ร้องเสียงสูง) มันเป็นศัพท์วัยรุ่น ผมว่าท่านผู้ใหญ่ให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานบ้าง อย่าเครียดมาก ไม่ใช่บังคับไปทุกอย่าง ไปดูที่ปัญหาน้ำท่วมดีกว่า ให้วัยรุ่นได้ใช้ชีวิตประสาวัยรุ่นบ้าง แล้วก็เชื่อว่าผู้ใหญ่อายุ 50-80 คงไม่มาพูด วันนี้ไปตลาดมาชิมิ”

เผยมีแผนสำรองถ้าชื่อ “หอแต๋วแตก แหวกชิมิ” ไม่ผ่านอีก จะประชดใช้ชื่อ “หอแต๋วแตก แปลกจังฮู้” ย้ำไม่มีเจตนาทำภาษาไทยวิบัติ บอกตนเป็นแฟนตัวยงพรรคประชาธิปัตย์ วอนผู้ใหญ่อย่าซีเรียสกับคำศัพท์วัยรุ่น

“แต่ถ้าสมมติชื่อ หอแต๋วแตก แหวกชิมิ ไม่ผ่านอีก ชื่อสำรองอีกก็คือ หอแต๋วแตก แปลกจังฮู้ ก็มันแปลกจริงๆ เรื่องแค่นี้ไม่น่าจะเอามาเป็นเรื่อง แต่เราก็คิดว่าท่านคงเล็งเห็นว่าไม่อยากให้ภาษาไทยวิบัติ แต่เราไม่ได้มีเจตนาตรงนั้น ถ้าจะทำให้ภาษาไทยวิบัติมันมีอีกหลายอย่าง อย่างในอินเทอร์เน็ตใช้ ชิมิ กันเยอะมาก ผมว่าเอาเวลามาปราบอะไรแบบนี้ ไปปราบพวกขายยาปลอมในอินเทอร์เน็ตจะดีกว่า ผมก็อยากบอกท่านได้ปล่อยให้ประชาชนทั่วไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเถอะ อย่าไปซีเรียสกับพวกวัยรุ่น หรือประชาชนอย่างเรามากนัก เพราะจริงๆ ผมก็เป็นแฟนประชาธิปัตย์ เลือกมาตลอด เพศที่ 3 ชอบประชาธิปัตย์ เพราะท่านนายกฯหล่อและเก่งด้วย อย่างน้อยเราก็เป็นแฟนประชาธิปัตย์อยู่แล้ว”

“ตอนนี้ก็คงไม่ต้องแก้อะไรแล้ว เพราะผ่านเซ็นเซอร์หมดแล้ว เพราะองค์กรเซ็นเซอร์เป็นคนไตร่ตรองเรื่องนี้หมดแล้ว คือท่านเป็นผู้ใหญ่แล้วก็คงคิดตามที่ท่านคิด เราไม่ได้ว่าท่านนะครับ เราก็ขอขอบคุณท่านที่ให้ความเป็นห่วงกับภาษาไทยของเรา แต่ผมก็ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาทำภาษาไทยวิบัติ เพราะคำว่า ชิมิ มาจาก ใช่ไหม แล้วมันเป็นหนังตลกกะเทย และเราก็ไม่ใช่คนเริ่มต้นด้วย ไม่อย่างนั้นเพลง ชิมิ ก็ต้องหยุดไปตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะเพลงดังมาก”

“คือเราอยากจะพูดตั้งนานแล้วว่า ไม่ได้มีเจตนาทำให้ภาษาไทยวิบัติ แล้วคำว่า แหก แหกตา แหกหู แหกอก ก็ใช้ทั่วไปอยู่แล้ว แต่ท่านให้เปลี่ยนเราก็เปลี่ยนเป็น แหวก แต่ทีนี้มาติติงเรื่อง ชิมิ อีก ก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไรกันอีกแล้ว เพราะ ชิมิ ก็โดนอะไรก็โดน ที่มาพูดไม่ได้เถียงท่านนะครับ ก็รับฟังท่าน เพียงแต่มาอธิบายให้ฟังว่าทำไมต้องใช้ แหวกชิมิ และถ้ายังมีคนทักท้วงอยู่อีก ก็คงจะใช้ แหวกชิมิ นี่แหละ เพราะลงทุนหมดไปหลายตังค์แล้ว ตัวอย่างก็เสร็จแล้ว โปสเตอร์ก็พิมพ์กันหมดแล้ว ก็เปลี่ยนหมดแล้ว ก็ทำตามกฎของกองเซ็นเซอร์แล้ว คือพูดตรงๆ เราไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เราทำตามกฎหมายทุกอย่าง”

ลั่นไม่เสียดายภาพโปสเตอร์เก่าที่ “แทค ภรัณยู” ใส่กางเกงว่ายน้ำ แต่งงทีผู้หญิงแก้ผ้าถ่ายรูปไม่เห็นโดนเซ็นเซอร์

“ผมก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงเสียดายหรือเปล่า เขาดูแล้วจะเกิดอารมณ์หรือเปล่า ผมก็งง...ผู้ชายใส่กางเกงว่ายน้ำโดนตัดหมด แต่พอผู้หญิงใส่ชุดว่ายน้ำ แก้ผ้าถ่ายรูปไม่โดนอะไรเลย ผมก็งงว่าสังคมไทยเป็นอะไร หรือผู้ชายเห็นผู้ชายไทยใส่กางเกงว่ายน้ำแล้วจะเกิดอารมณ์แล้วไปข่มขืน ไม่ใช่นะ (หัวเราะ)”

“ถามว่าเสียดายไหม ก็ไม่เสียดายนะ ท่านก็คงคิดแล้วว่ามันเหมาะ ก็คิดว่าเรื่องหน้าผมจะทำเรื่อง เห็นหมีหนูไหม (หัวเราะ) เพราะมีเด็กคนหนึ่งเลี้ยงหมีอยู่ แล้วหมีหาย ก็เดินถามไปทั่วเลยว่า เห็นหมีหนูไหมๆๆ (หัวเราะ) ตอนนี้ยังหานางเอกอยู่ แล้วตอนจบก็ทำท่าแล้วพูดหมีหนูอยู่ไหน (หัวเราะ) ส่วนที่ถามว่าถ้าทำหนังเสร็จหมด กลัวว่าจะไม่ผ่านเซ็นเซอร์อีกไหม ผมว่ากองเซ็นเซอร์ท่านคงพิจารณาแล้ว และตอนนี้หนังมันมีเรต ก็ให้เรตเรามาก็ได้ ตอนนี้ได้เรตเท่าไหร่ยังไม่รู้ เพราะยังไม่เห็นหนัง”

ส่วนกรณีถูกดาราสาว “แอนนี่ บรู๊ค” ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เจ้าตัวอุบไม่อยากพูดอะไร แต่ยันไม่มีเจตนาหมิ่น พร้อมมั่นใจหลักฐานตัวเองแน่นปึ๊ก

“เรื่องฟ้องพูดอะไรไม่ได้ เพราะทนายสั่งห้ามพูดแล้ว และทนายของเราทางอาร์เอสฯเป็นคนจัดการให้ เพราะเรื่องเข้าไปที่อาร์เอสฯแล้ว แต่ตอนนี้หลักฐานที่เรามีอยู่หรืออาร์เอสฯมีอยู่ มันแน่นปึ๊ก ถ้าผมเอาออกมาให้ดูได้ ก็วันแรกตั้งแต่วันนั้นแล้ว แต่ตอนนี้มันเอาออกมาดูไม่ได้จริงๆ คันมาก (หัวเราะ) หมายถึงคันปากอยากเอาออกมาให้ดู แต่ตอนนี้มันอยู่ในขั้นตอนของกฎหมาย และอยู่ในขั้นตอนของศาลแล้ว เราก็ไม่สามารถพูดอะไรได้”

“ก็ถ้าเขาจะฟ้องเราไม่เป็นไรก็ฟ้องมา ผมยังไม่ได้รับหมายศาลที่ทางนั้นฟ้อง เพราะเขาเพิ่งฟ้องเมื่อวานเอง แต่ถ้าหมายมาเราก็ต้องไป เพราะต้องไปพูดให้ศาลท่านฟังว่า เราไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาทอะไร เราก็ไปยืนยันความจริงว่า มันอยู่ที่เจตนา เจตนาเราไม่ได้หมิ่นประมาทเขา เราแค่พูดให้ฟังว่ามันเป็นแบบนี้ๆ ถามว่าเราพร้อมจะสู้ไหม เราก็พร้อมที่จะสู้ เราก็ยังยืนยันว่าไม่ได้หมิ่นประมาท เพราะเราให้ทนายดูจากเทปที่เราไปออกรายการ เทปที่นักข่าวมาสัมภาษณ์ ไม่มีตรงไหนที่หมิ่นประมาทเลย มันมีแต่ที่นักข่าวหรือหนังสือพิมพ์เอาไปพาดหัวกัน ตรงนั้นแหละที่จะโดน ก็เห็นว่าเขาหานักข่าวไปขึ้นศาลเป็นพยานให้อยู่นี่ ก็หลบๆ ตัวกันเองละกัน (หัวเราะ)”

“ส่วนตัวเราก็มั่นใจในหลักฐานของเรานะ เพราะหลักฐานเราแน่นมาก ของอาร์เอสก็แน่นมาก ก็ดีจะได้ไปเปิดเผยกันในศาล ก็เป็นโอกาสดีของเรานะ ที่จะได้พูดว่าไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาทเขา และเราก็ไม่เคยหมิ่นประมาทเขา ก็สู้กันด้วยหลักฐานในศาล จะแพ้หรือชนะไม่เป็นไร เราถือว่าได้ทำในสิ่งที่เราคิดว่ามันถูกต้องแค่นั้นเอง จริงๆ ฟิล์มมอบหมายให้ผมพูดแทนตั้งแต่วันที่ 18 เดือนไหนจำไม่ได้แล้ว มีหลักฐานหมด จริงๆ ก็มอบให้ฟ้องแต่ก็ไม่ได้ฟ้อง เพราะเห็นน้องมีเด็ก แต่ในเมื่อเขาฟ้องเรา อาร์เอสฯเลยฟ้องหมิ่นประมาท”

เมื่อสอบถามว่าจะฟ้องดาราสาวกลับหรือไม่ ผู้กำกับดังบอกถ้าทำให้เสียหายจะฟ้อง แต่ที่แน่ๆ อาร์เอสฯฟ้อง “แอนนี่” เรียบร้อยแล้ว

“สำหรับตัวเราถ้าเสียหายก็ฟ้องกลับ แต่ตอนนี้ทางบริษัทอาร์เอสฯฟ้องไปแล้ว เขาบอกนักข่าวรู้หมดแล้ว เขาไม่ได้ฟ้องแอนนี่คนเดียวด้วยนะ ไปสืบดูว่าฟ้องใครอีก แต่ฟ้องไปแล้ว 2 คน แต่เขาไม่อยากเป็นข่าวไง ทางเราไม่อยากเป็นข่าวอีกแล้ว มันน่าจะจบได้แล้ว เพราะเรายุ่งเรื่องชาวบ้านมานานแล้ว เรามายุ่งเรื่อง ชิมิ ดีกว่า (หัวเราะ)”

ขอบคุณข่าวแซ่บจาก ผู้จัดการ

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

“แอนนี่” ฟ้อง “พจน์ อานนท์” แล้ว ฐานหมิ่นทำถูกมองสำส่อนทางเพศขณะท้อง

“แอนนี่” ส่งมูลนิธิเพื่อนหญิงและทนายความ เป็นตัวแทนยื่นฟ้อง “พจน์ อานนท์” ฐานหมิ่นประมาท หลังสนับสนุนคำพูด “เฮียฮ้อ” ดาราสาวคบผู้ชาย 4 คนพร้อมกันในขณะตั้งท้อง และยังเรียกเงินจำนวนหนึ่ง เผยโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ศาลนัดไต่สวน 17 ม.ค.2554

หลังส่งทนายความและมูลนิธิเพื่อนหญิงให้ช่วยดำเนินการฟ้องร้อง “เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” หัวเรือใหญ่อาร์เอสฯ ฐานหมิ่นประมาท นำร่องไปก่อนหน้านี้แล้ว ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (11 พ.ย.) นักแสดงสาว “แอนนี่ บรู๊ค” หรือชื่อใหม่ “ณชชญา ธนัตถ์ฐิตาภา” ได้ให้ “นางสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง” หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง พร้อมทนายความ “น.ส.ปวันรัตน์ มุสิเกิด” เดินทางมายื่นคำร้องฟ้องผู้กำกับชื่อดัง “พจน์ อานนท์” ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ณ ศาลจังหวัดธัญบุรี คลอง6. จ.ปทุมธานี

ทั้งนี้ “นางสุเพ็ญศรี” ได้กล่าวว่าหลังผู้กำกับชื่อดังออกมาสนับสนุน ข้อมูลของ “เฮียฮ้อ” ที่ว่าแอนนี่เคยคบผู้ชายพร้อมกัน 4 คน และอ้างว่าดาราสาวได้เรียกร้องเงินจำนวนหนึ่งจากผู้ชายทั้ง 4 คน ซึ่งจากกรณีดังกล่าวทำให้แอนนี่ถูกมองเป็นผู้หญิงไม่ดี สำส่อนทางเพศ จึงได้ออกมาฟ้องร้องเพื่อรักษาสิทธิของสตรี

“สำหรับคดีวันนี้คุณแอนนี่มีความประสงค์ใช้สิทธิ์ตามกฎหมายเพื่อป้องกันตัว เพราะเขาได้รับความเสียหายจากบุคคลที่ได้ออกมาให้ข้อมูล และทำให้คนในสังคมมองเขาว่า เป็นบุคคลประพฤติตัวไม่เหมาะสม ถูกตำหนิหรือข้อครหา หรือถูกพูดว่าเขาคบผู้ชายหลายคนในขณะท้อง นี่คือคำที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดความเสียหาย และตอนนี้คุณแอนนี่ก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยอะไรเพิ่มเติมว่าต้องการอะไรอีก แต่วันนี้ก็ส่งข้อมูลไปแล้วว่า หลังจากที่ศาลรับเลขคดีก็จะมีการนัดไต่สวนฯวันที่ 17 มกราคม 2554”

ด้านทนายสาวเผยถึงโทษจากการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาของ “พจน์” จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท

“เท่าที่ได้ดูจากสื่อก็เห็นหลายครั้งอยู่ที่คุณพจน์ให้สัมภาษณ์ แต่ว่าที่เอาความผิดทางกฎหมายได้คือ ที่พูดเกี่ยวกับเป็นการตอกย้ำเรื่องของเฮียฮ้อค่ะ ก็เข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา มีโทษตามกฎหมายจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ส่วนเรื่องจะฟ้องใครเพิ่มหรือไม่นั้น เราก็คงต้องดูก่อนว่า บุคคลไหนที่ออกมาพูดแล้วสร้างความเสียหายให้คุณแอนนี่ เราก็จะดำเนินการทางกฎหมายค่ะ”


      
      
      
      
      
พจน์ อานนท์



ขอบคุณข่าวแซ่บจาก ผู้จัดการ

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

"พจน์" วางมือ! มอบหลักฐานเด็ดให้อาร์เอสฯสานต่อฟ้องกลับ “แอนนี่”

"พจน์" ประกาศวางมือไม่ดัน “ฟิล์ม” ฟ้อง “แอนนี่” เหตุอาร์เอสฯไม่ปล่อยยันฟ้องกลับดาราสาว ฐานกล่าวหานักร้องหนุ่มเป็นพ่อของ “น้องทีฆายุ” ทำให้เสียหาย เผยมอบหลักฐานเด็ดทั้งหมดให้ค่ายเพลงดังจัดการ ลั่นไม่หวั่น “แอนนี่” เตรียมฟ้องหมิ่น บอกที่ผ่านมาไม่เคยเอ่ยชื่อหรือพูดพาดพิงอีกฝ่าย

เคยประกาศหากนักร้องหนุ่ม “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” หายจากอาการกินยานอนหลับเกินขนาดเมื่อไหร่ จะจูงมือมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนพร้อมทนายความว่า จะฟ้องร้องดาราสาว “แอนนี่ บรู๊ค” ที่กล่าวหาหนุ่มฟิล์มเป็นพ่อของ “น้องทีฆายุ” และแย้มมีหลักฐานแน่นหนาสามารถพิสูจน์ได้ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกใคร แต่พอหนุ่มฟิล์มมีสภาพจิตใจดีขึ้น และกลับมาทำงานในวงการตามเดิมแล้ว ผู้กำกับชื่อดัง “พจน์ อานนท์” กลับทำตัวเงียบหายจ้อยไม่เห็นดำเนินการตามคำที่เคยลั่นวาจาไว้ เมื่อไปสอบถามเจ้าตัวกลับประกาศวางมือซะดื้อๆ โดยอ้างทางอาร์เอสฯซึ่งเป็นต้นสังกัดของฟิล์มจะฟ้องร้อง “แอนนี่” เลยมอบหลักฐานที่มีอยู่ และปล่อยให้ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่เป็นคนจัดการ

"คือช่วงแรกที่ผมบอกว่าจะฟ้อง มันเป็นช่วงที่ฟิล์มยังไม่หายจากข้อสงสัยของประชาชนและทางอาร์เอส ในตอนแรกที่ทางอาร์เอสจะไม่เอาฟิล์มแล้ว เลยอยากที่จะพิสูจน์ความจริงในทุกเรื่อง เพื่อให้รู้ว่าความจริงเป็นยังไง ซึ่งในตอนนั้นเราก็ได้มีการเตรียมเรื่องเตรียมหลักฐานอะไรไว้เรียบร้อยแล้ว เตรียมฟ้องร้องเพื่อพิสูจน์ความจริงให้ได้ แต่พอดีว่าตัวฟิล์มเองกลับไปอาร์เอส และตัวฟิล์มเองก็ได้คุยกับทางอาร์เอส ทางอาร์เอสก็บอกว่าจะจัดการเรื่องทุกอย่างของฟิล์มเอง พอเรารู้ว่าทางนั้นเขาจะจัดการ เราก็เลยวางใจ ให้เขาจัดการไปเลย ดังนั้นเรื่องทั้งหมดก็โอนไปทางอาร์เอสหมด เราก็สบายใจ"

"และตอนนี้ทางตัวฟิล์มเองก็มีงาน ทางอาร์เอสก็โอนงานของฟิล์มคืนกลับไปแล้ว ดังนั้นเรื่องทั้งหมดที่ตอนนั้นเราจะจัดการก็โอนให้อาร์เอส เราก็เลยหยุด เพราะทางอาร์เอสยืนยันว่าเขาจะฟ้องแน่นอน เขาจะจัดการให้เอง ซึ่งเรื่องแรกที่ทางอาร์เอสจะฟ้องก็คือ เรื่องที่ทางนั้นบอกว่าฟิล์มเป็นพ่อเด็ก ซึ่งกรณีนี้ทำให้ฟิล์มเสียหายมาก และก็เสียงานเสียเวลาไปพักใหญ่เลย ทางอาร์เอสจะจัดการเองก็ดีครับ ในเรื่องของหลักฐานอะไรเราก็ได้ให้กับทางอาร์เอสไปหมดแล้ว"

ส่วนที่มีข่าวว่านอกจาก “แอนนี่” จะฟ้อง “เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ผู้บริหารอาร์เอสฯ ฐานหมิ่นประมาทแล้ว ยังเตรียมฟ้อง “พจน์” ในข้อหาเดียวกันด้วย เจ้าตัวท้าทายให้ฟ้องตามสบาย มั่นใจไม่ผิดเพราะไม่ได้เอ่ยชื่อพาดพิงอีกฝ่ายมาตั้งแต่แรก

"ถ้าทางนั้นเขาจะฟ้องก็ฟ้องเลยครับ ไม่ใช่ว่าไม่กลัวหรือท้าทายอะไรหรอกนะ แต่ว่าเราก็ไม่ได้เอ่ยชื่อเขามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราบอกแต่ว่า น้ำหวาน น้ำหวานมาโดยตลอด เราก็ไม่ได้พูดถึงเขา และเราก็ไม่เคยว่าในศักดิ์ศรีของผู้หญิงเลย เราแค่ออกมาอธิบายในส่วนของเราเท่านั้น มันเป็นแค่เรื่องส่วนตัวของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นกับฟิล์ม แล้วมันมีข่าวออกมาเราก็ออกมาพูด เพื่อให้ทุกคนเข้าใจในส่วนของฟิล์มเท่านั้น ไม่เคยเอ่ยชื่อพาดพิงถึงเขาเลยนะ เราไม่ได้ว่าผู้หญิงทั้งหมด แค่พูดความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น"

วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

“พจน์” ท้า “แอนนี่” ฟ้อง จะได้เอาหลักฐานมาแฉ และบังคับให้ตรวจ DNA พิสูจน์คาศาล

เข้าล็อก ! “พจน์” ท้า “แอนนี่” ให้ฟ้องหมิ่นประมาท จะได้เอาหลักฐานไปแฉในศาล และบังคับให้ตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นลูกใคร

เรื่องราวความวุ่นวายระหว่างนักร้องหนุ่ม “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” กับดาราสาว “แอนนี่ รุ่งนภา บรู๊ค” ยังคงไม่จบง่ายๆ เพราะมีกระแสข่าวออกมาว่าแอนนี่เตรียมที่จะเดินทางไปฟ้อง “พจน์ อานนท์” และ “เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ผู้บริหารใหญ่ค่ายอาร์เอสในวันที่ 21 ต.ค.นี้ที่ศาลจังหวัดธัญบุรีฐานหมิ่นประมาท ด้านพจน์พอทราบข่าวก็ตอบแบบไม่แคร์เชิญฟ้องเรื่องทุกอย่างจะได้กระจ่างซักที

“อ้าว...โดนแล้วเหรอ ไม่เป็นไร เพราะว่าเขาไม่น่าจะฟ้องเรานะ เขาน่าจะขอบคุณมากกว่า เพราะที่เราออกมาพูดนี่ทำให้เขามีอีเว้นท์มากเลยนะครับ แล้วนี่เป็นสาเหตุนึงที่คุยกันแล้วก็เลยคิดว่าเรายังไม่ฟ้องดีกว่า เพราะว่าถ้าฟ้องไปเดี๋ยวอีเว้นท์เยอะอีก เดี๋ยวงานอีเว้นท์เข้าเขาเยอะอีก ก็เลยหยุดก่อน เพราะว่ามีเวลาตั้ง 90 วันเราสามารถฟ้องได้”

“ตอนนี้เราอยากให้เงียบไปก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวใครก็ได้ประโยชน์อีก เพราะว่าพอออกมาพูดทีงานอีเว้นท์ก็เข้าที ไม่ได้เข้าเรานะครับเข้าคนอื่น แต่ถ้ามูลนิธิเขาจะฟ้องก็ไม่เป็นไร เขาทำงานของเขาก็ไม่เป็นไรฟ้องก็ฟ้อง เพราะว่าเราก็ไม่ได้ไปฆ่าใครตาย ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ไม่ได้อะไร ไม่ได้เกรงกลัวเลยครับ เฉยๆ ฟ้องก็ฟ้อง”

“ผมไม่ต้องเตรียมรับมืออะไร ฟ้องก็ฟ้องเท่านั้นเอง ก็ดีนะสังคมจะได้รู้ความจริงกันสักที พอเขาฟ้องมาเราก็จะได้บังคับให้ตรวจ เพราะว่ามันก็ต้องมีหลักฐานกันในศาล จะได้รู้ความจริงกันสักทีว่าเป็นลูกใคร เพราะว่าหลายๆ คนก็อยากรู้แล้วว่าเด็กคนนี้เป็นลูกใคร”

“ส่วนทางเราจะฟ้องเมื่อไหร่ คิดว่าอีกสักพักครับ ให้ข่าวมันซาๆ ไปก่อน คือไม่อยากให้เขามีอีเว้นท์อีกแล้วน่ะครับ เพราะว่าที่ผ่านมาอีเว้นท์เขาเยอะมากนะครับ ขนาดทำบุญคุณให้เขาอย่างนี้เขายังมาฟ้องร้องเราก็ไม่เป็นไร ฟ้องก็ฟ้อง แต่เรามีหลักฐานเยอะอยู่แล้ว เราแค่พูดความจริงน่ะครับ แต่เราพูดตอนนี้ไม่ได้ เราก็ไปพูดในศาลกัน พอพูดในศาลมันก็คงจะเล็ดลอดออกมา เพราะนักข่าวก็เก่งอยู่แล้ว สังคมก็จะได้รู้ความจริงกันมากขึ้น”

ยอมรับมีคนนำหลักฐานต่างๆ มาให้เยอะ และมั่นใจว่าเชื่อถือได้แน่นอน พร้อมบอกเรื่องที่เคยพูดว่ามีนักร้องเกาหลีเข้ามามีเอี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยนั้น ตอนนี้กระแสมีหลายวงมาก ขอให้สืบเสาะกันต่อ

“ก็มีคนเอาหลักฐานมาให้เยอะแยะเลยครับ ถามว่ามั่นใจมั้ยก็มั่นใจนะ เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่ออกมาพูด แต่มันยังไม่ถึงเวลา ก็คงต้องดูก่อนว่าเขาจะมาฟ้องเราในข้อหาอะไร เพราะที่เราพูดตลอดก็ไม่เคยจะเอ่ยชื่อผู้หญิงคนนี้ ไม่เคยดูถูกศักดิ์ศรีผู้หญิง เพราะพูดตลอดเรื่องนี้เหมือนกัน มันเป็นเรื่องของส่วนตัวบุคคล เราไม่ได้ดูถูกศักดิ์ศรีผู้หญิง แม่เราก็เป็นผู้หญิงจะไปดูถูกได้ไง กับเขาเราก็ไม่ได้ดูถูก ช่วยเขาหางานครับ”

“ส่วนเรื่องนักร้องเกาหลี สรุปก็คือมันมีหลายวงมาก มันเยอะแยะไปหมดเราก็ไม่รู้วงไหน เดี๋ยวก็วงโน้นเดี๋ยวก็วงนี้เดี๋ยวก็วงนั้น นักข่าวคงต้องไปจับกันเองว่าช่วงที่เป็นข่าวเดือนมิถุนายน - กันยายนที่แล้วเขาอยู่กับวงไหน เพราะมันก็มีออกทางทีวีอยู่ นักข่าวก็ต้องไปดูกันเอง เดี๋ยวเราพูดอีกก็กลายเป็นสารพัดวงแล้ว เพราะรู้สึกว่าแฟนๆ เกาหลีนี่ออกมาด่าว่าเราสุดฤทธิ์ เราก็ว่าเอ๊ะไปทำอะไรให้ เอาเวลาไปดูพ่อแม่ดีกว่ามั้ง ไปหาเวลาที่จะมาเดือดร้อนแทนนักร้องเกาหลีไปดูแลพ่อแม่ ให้พ่อแม่มีความสุขดีกว่ามั้ง เพราะว่าพ่อแม่เลี้ยงเรามา”

“ไม่ได้กลัวกระแสเลย เพราะเราก็ไม่ได้พูดว่านักร้องวงไหนนี่ครับ แต่มันมีกระแสมารู้สึกว่าจะ 5 วงแล้วตอนนี้ ถึงน้องๆ แฟนคลับเกาหลีเขาจะต่อต้านเราก็ไม่เป็นไร เพราะแฟนหนังเรากับแฟนเกาหลีคนละกลุ่มอยู่แล้ว เพราะทำหนังเกาหลีออกมาไม่มีคนดู แสดงว่าแฟนหนังเราไม่มีคนที่คลั่งเกาหลี(หัวเราะ) ยังไงเราก็ทำหนังของเราต่อไป เพราะหนังเราก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าหอแต๋วแตกน่ะครับ แหกชิมิ(หัวเราะ) มีแฟนของเราอยู่แล้ว จะต่อต้านก็ต่อต้านไป เพราะเราไม่ได้ขายเทปอย่างพวกเขาอยู่แล้ว ไม่ได้เดือดร้อนครับ”

ปัดไม่ได้เป็นกุนซือให้ “ฟิล์ม” และตอนนี้ก็ให้ทางอาร์เอสดูแลเหมือนเดิมแล้ว เพราะต้นสังกัดกลับมาป้อนงานให้แล้ว

“เป็นกุนซือให้ฟิล์มเหรอ ไม่หรอก เราไม่คิดอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะทุกวันนี้เราคิดว่าอยู่ร่วมกันคนอย่างนี้ ในสังคมอย่างนี้เราก็รู้สึกว่าชีวิตเราหดหู่เต็มทีแล้วนะครับ ไม่ได้คิดว่าจะไปเป็นกุนซือข้างไหน เราไม่ได้เป็นกุนซือ เพราะว่าฟิล์ม รัฐภูมิเขามาจากเราจริงๆ ก็ต้องดูแลเขา แล้วก็ไม่ได้ทะเลาะกันครับ เพราะตอนนี้ฟิล์มก็โอนเข้าไปอยู่ที่อาร์เอสแล้ว กลับไปอยู่กับอาร์เอสแล้ว เพราะเฮียฮ้อก็อภัยและให้งานทำ มีอะไรก็ปรึกษากันกับทางอาร์เอส เพราะว่ามันยังไม่มีข้อพิสูจน์ความจริงได้ว่าเป็นลูกใคร เพราะออกมาทีแรกก็บอกว่าเป็นลูกฟิล์มแล้ว แต่ไม่มีการพิสูจน์ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร แต่ห้ามพูดว่าเป็นลูกฟิล์ม”

“แล้วก็ที่วันนี้คุณแม่ของฟิล์มบอกว่า เขาเอาชื่อฟิล์มเป็นพ่อของลูกแล้วอันนี้ก็ทราบ เดี๋ยวผมจะเอาใบนี้แหละไปขึ้นศาลได้อีก ก็ดีมีหลักฐานอันนี้ก็จะได้ไปมัดได้อีกว่าไปแจ้งว่าเป็นพ่อ เพราะเรายังไม่ได้สรุปว่าใครเป็นพ่อเลย แต่ไปแจ้งว่าฟิล์ม รัฐภูมิเป็นพ่อ ก็ดีครับฟ้องๆ กันประชาชนจะได้รู้สักทีว่าเป็นลูกใคร ก็ไปดูแล้วกันว่าเราพูดอะไรไปบ้าง และไม่เคยเอ่ยชื่อเขาเลย”

บอกถ้า “ฟิล์ม” บวชก็พร้อมที่จะให้ขี่คอ ส่วนอนาคตฟิล์มจะกลับมาฮอตเหมือนเดิมไหม เจ้าตัวบอกฟิล์มเหมือนระฆังยิ่งเคาะยิ่งดัง
“ก็เห็นว่าฟิล์มจะบวช นี่ก็ว่าจะไปให้มันขี่คออยู่ เพราะว่าช่วยมันมาตลอด มันบวชเมื่อไหร่จะไปให้มันขี่คอ ก็ดีครับเขากลับมายืนเป็นฟิล์ม รัฐภูมิได้ก็โอเค เพราะว่าใครที่ด่วนสรุปตัดสินไปมันไม่ใช่ไง เพราะว่ามันยังไม่มีข้อยืนยันว่าเป็นลูกใคร ก็ไม่ได้แนะนำอะไรเขานะครับ ตอนนี้เราก็ถ่ายหอแต๋วแตก แหกชิมิไป อีก 2 วันก็ปิดกล้องแล้ว เขาก็มีวิถีทางของเขา”

“ถามว่าฟิล์มจะกลับมาฮอตอีกครั้งมั้ย คิดว่าฟิล์มก็คงจะกลับมาพร้อมพิ้งกี้น่ะครับ(หัวเราะ) ไม่พูดเล่น เห็นพิ้งกี้ก็ไปเรียน ฟิล์มก็ไปเรียนก็คงจะกลับมาพร้อมกัน นี่ไม่ได้ว่านะ เห็นข่าวออกมาว่าพิ้งกี้จะไปเรียน ไปก็ไปพร้อมกัน กลับก็กลับพร้อมกันไง อันนี้แซวเล่นๆ นะ เดี๋ยวจะหาว่าไปว่าพิ้งกี้อีก พิ้งกี้น่ารักครับ รู้จักกัน แต่สำหรับฟิล์มจริงๆ ก็เหมือนระฆังน่ะครับ ยิ่งเคาะก็ยิ่งดัง”

“ตอนนี้ก็เตรียมเรื่องทนายความอยู่ แล้วก็คอยดูกันต่อไปว่าความจริงมันคืออะไรนะครับ ก็ดีครับ ตรวจดีเอ็นเอสักทีมันจะได้จบ ก็ดีมูลนิธิหญิงออกมาช่วยฟ้อง จะได้ช่วยบังคับกันให้ตรวจๆ แล้วเราก็เล็งไว้อีกอันหนึ่งว่า เราจะฟ้องใครอยู่เหมือนกันนอกจากหวานๆ แล้วก็มีอีกคนหนึ่งที่เราเล็งไว้ว่าจะฟ้องเหมือนกัน ที่ว่าฟิล์มส่ำส่อนไม่เป็นลูกผู้ชาย ก็เตรียมตัวครับ ฟ้องมาก็ฟ้องไปครับ เล็งฟ้องแน่ แต่รอแป๊บนึง ให้เรื่องเงียบไปก่อน เพราะตอนนี้ฟิล์มก็จิตใจดีขึ้นแล้ว ถ้าอยากให้เรื่องมันเปิดเผยเร็วๆ ก็ฟ้องเถอะครับ เพราะเราก็มีหลักฐานให้ผู้หญิงเปิดเผยได้ว่าลูกใคร เพราะสังคมก็อยากรู้มากว่าลูกใครหว่า”

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

“พจน์” เผยได้หลักฐานเด็ดมัด "แอนนี่" ยัน "ฟิล์ม" เตรียมฟ้องแหลกอาทิตย์หน้า


"พจน์ อานนท์" ประกาศ "ฟิล์ม" จะฟ้อง "แอนนี่" หมิ่นประมาท เผยตอนนี้รวบรวมหลักฐานเด็ดไว้เรียบร้อยแล้ว มั่นใจถ้าใครได้เห็นเป็นเซโลงังแน่ จวกแอนนี่ทำเป็นนิ่งไม่ได้ เพราะคนประณามฟิล์มไปแล้ว ยันจำเป็นต้องฟ้องไม่งั้นจะเป็นชนักติดหลังไปตลอดชีวิต

ขยับปากทีไรเป็นได้เฮทุกทีสำหรับ "พจน์ อานนท์" หรือ อานนท์ มิ่งขวัญตา เมื่อวานก่อน(11/ต.ค/53)ก็ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ "แฉแต่เช้า" อย่างดุเด็ดเผ็ดมันเผยว่า ขณะนี้เจ้าตัวได้ข้อมูลลึก ชนิดลึกเข้าไปถึงช่องคลอดเลยทีเดียว

''ตอนนี้กำลังรวบรวมหลักฐานที่เขาบอกว่าท้องก่อนที่จะมามีอะไรกับฟิล์มหลักฐานทางการแพทย์ไปตรวจครั้งแรกไม่ท้อง แต่พอไปตรวจครั้งที่ 2 ปรากฏท้อง มันมีอะไรกับฟิล์ม คบกันมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ว่ามีช่วงหนึ่งที่ฟิล์มไปหาแอนนี่ที่บ้านแล้วเจอแอนนี่อยู่กับนักร้องเกาหลี วงเอฟ.ที.ไอแลนด์ ฟิล์มโกรธเลยงอน และหายไปไม่โทร. ไม่คุยไม่เจอประมาณ 3 วัน แอนนี่มาตามง้อที่คอนโดฯ ฟิล์ม วันนั้นเป็นวันที่มีอะไรกัน แล้วก็หลั่งข้างใน ก่อนหน้านั้นเคยมีอะไรกันครั้งหนึ่งแล้ว แต่แอนนี่มีประจำเดือนเลยเสร็จข้างนอกแทน''

"ผมเช็กแล้วว่าวันที่ฟิล์มมีอะไรกับแอนนี่ แล้ววันที่แอนนี่ไปตรวจ ยืนยันว่าเขาท้องก่อนที่จะมามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฟิล์ม เดี๋ยวจะมีตัวละครเพิ่มขึ้นมาอีก เป็นชายอักษร บ. ซึ่งเป็นผู้ชายที่มีลักษณะที่แอนนี่ทำคล้าย กับฟิล์ม ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งคนนี้เป็นคนที่แอนนี่กลัวมาก และเคยให้ตังค์แอนนี่ไปแล้วเยอะมาก"

พอเปิดประเด็นไปเมื่อวันก่อน พออีกวันเจ้าตัวก็ให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ค่ายพระนครฟิล์ม ส่งข้อความบอกผู้สื่อข่าวว่าวันนี้(12/ต.ค/53)จะเดินทางไปร่วมงานรอบปฐมทัศน์ของหนังเรื่อง "อีเห็ดสด" ที่เอสพลานาด และจะมีการแถลงข่าวเรื่อง "ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์" โดยครั้งนี้จะงัดหลักฐานเด็ดมาแฉกันจะๆ แต่พอเริ่มต้นแถลงข่าวเจ้าตัวก็ออกตัวหมุนติ้วๆ ว่า วันนี้ไม่สามารถนำหลักฐานมายืนยันได้เนื่องจากผิดกฏหมาย

“ตอนนี้ผมคุยกับครอบครัวฟิล์มในฐานะผู้ปกครองฟิล์ม เพราะทางอาร์เอสเขาไม่ยุ่งแล้ว ก็ตอนนี้รวบรวมหลักฐานเยอะมากและได้ให้ทนายความไป แล้วจะขอจากทนายความมาให้ผู้สื่อข่าววันนี้ แต่ทนายความบอกให้ไม่ได้เปิดเผยไม่ได้ เพราะมันผิดกฏหมาย รับรองได้ว่าถ้าสื่อมวลชนได้เห็นหลักฐานชิ้นนี้ต้องเซโลงังแน่นอน มั่นใจเลย แต่มันบอกไม่ได้เป็นความลับห้ามพูด ถ้าพูดก็คงโดนจับเลย"

"คือมันมีหลายอย่างเลยหลักฐานนี่แน่นหนาเลย จะให้แย้มว่าเป็นภาพเป็นเสียง เป็นเอกสารอะไรไม่ได้เลยโดนจับแน่ แต่รับรองว่าถ้าน้องนักข่าวได้เห็นต้องเซโลงังเพราะขนาดเราเห็นยังอึ้งเลย มันมีหลายอย่างรู้หมดเลย แต่ขอไม่บอกถึงที่มาของหลักฐานเพราะว่ามันผิดกฏหมาย”

“หลักฐานตอนนี้ขอเก็บเอาไว้ฟ้อง เพราะอาทิตย์หน้าจะฟ้องแล้วตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ เพราะมันมีหลักฐานชิ้นใหญ่ขึ้นมาอีก แบบว่าข่าวที่ดังๆ อยู่ตอนนี้สู้ไม่ได้(หัวเราะ) ตอนนี้ก็ฟ้องคนเดียว เพราะมีคดีคนเดียวก็ฟ้องหมิ่นประมาท แต่พอได้คุยกับทนายความแล้วจะสามารถฟ้องได้ 3 ข้อหา"

"จริงๆ เราไม่ได้ออกมารังแกผู้หญิง แต่เป็นเพราะตอนนี้เรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นลูกใคร ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ เพราะนอกจากผม นักข่าว แล้วก็คนในสังคมอยากรู้ว่าลูกใคร ไม่อย่างนั้นฟิล์มก็ตายลูกเดียว ฟิล์มก็ไม่มีงานไม่มีกำลังใจทำงาน เพราะโดนสังคมประนามอยู่ ไม่มีแรงที่จะทำงาน ก็รับกรรมไป”

“คือตอนนี้ฟ้องหมิ่นประมาทไปก่อน แต่จะฟ้องให้พิสูจน์ดีเอ็นเอหรือไม่ก็ค่อยว่ากันแต่เรามีหลักฐานแน่นมาก เราไม่ได้ว่าผู้หญิงทั้งประเทศ เรามีปัญหากับผู้หญิงคนเดียว เพราะผู้หญิงมีทั้งดีและไม่ดี แต่พอดีข้อมูลที่เราเจอมันสามารถบอกได้ว่าความจริงมันเป็นยังไง อยากฝากถึงสตรีองค์กรอะไรต่างๆ ด้วยว่า เราไม่ได้ว่าผู้หญิงทั้งประเทศ แค่เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้หญิงคนนึงกับผู้ชายคนนึง ช่วยพิจารณาด้วย เพราะฝ่ายเรามันเหมือนเป็นชนักติดหลังอยู่ก็เลยต้องฟ้อง”

“แต่ใจจริงแล้วฟิล์มไม่อยากให้ฟ้อง แต่มันไม่ได้ผมก็บอกเขาไม่งั้นฟิล์มก็ไม่บริสุทธิ์ซะที ก็ต้องช้ำเลือดช้ำนองไปจนตาย ตอนนี้ถ้าเขาไม่สู้ก็ไม่ได้เพราะต้องรักตัวเองบ้าง ต้องลุกขึ้นสู้ รับก็ผิดไม่รับก็ผิด จะยืนอยู่บนโลกนี้ได้ยังไง"

"ส่วนทางครอบครัวเขาก็แล้วแต่ผมกับทนายความเลย เพราะในเมื่อคุณแม่เขาเคยเรียกร้องให้ออกมาตรวจแล้วแต่ไม่ได้ คุณแม่เลยต้องตัดใจไม่ให้ความช่วยเหลืออะไรเลย แต่มันก็ยังมีผู้ชายอีกหลายคนที่ออกมาแต่ไม่รับผิดชอบอะไรเลยก็มีไง เพราะฉะนั้นฟิล์มไม่ต้องรับผิดชอบก็ได้เพราะไม่รู้ว่าลูกใคร ในเมื่อผู้หญิงเขายืนยันนอนยันว่าจะไม่ตรวจ เราก็ต้องใช้วิธีนี้แหละ ก็ดีจะได้เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ชายทุกคนว่ามีสิทธิ์ตรงนี้ ให้ใช้สิทธิ์ของตัวเอง เรียกร้องสิทธิ์มาฟ้องร้องขอตรวจดีเอ็นเอ”

“ถามว่ากลัวเข้าตัวไหม ไม่นะ เพราะผมไม่เคยเอ่ยชื่อเขา ไม่เคยเอ่ยในทางเสียๆหายๆ ผมต้องการความจริงเท่านั้นเองว่าใครเป็นพ่อของเด็กเท่านั้นเอง จเราบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าเราไม่ได้รังแก แค่เรียกร้องหาความจริง วันนี้อยากให้ฟิล์มมาแต่เขาบอกว่า ขออีกอาทิตย์หนึ่งดีกว่า รอให้ทนายจัดการ ตอนนี้รวบรวมหลักฐานยิ่งรวบรวมก็ยิ่งได้เยอะมันก็ยิ่งโผล่ๆ”

“ถ้าวันนี้เอาหลักฐานมาเปิดได้นะอยากเอามามากเลย แต่ขอทนายความเขาเท่าไหร่ก็ไม่ได้ไง ส่วนเรื่องค่าเสียหายคงไม่เรียกหรอกครับ คงฟ้องแค่หาความจริงเท่านั้นเอง ความจริงเรื่องนี้พี่พูดก็เบื่อนะ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าลูกใคร ถ้าเขาตรวจดีเอ็นเอตั้งแต่แรกก็จบแล้ว”

ส่วนความคืบหน้าเรื่องงานของ "ฟิล์ม" นั้น "พจน์ อานนท์" บอกว่า วันนี้ฟิล์มได้เข้าไปคุยกับ "เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์
“ตอนนี้รู้สึกเฮียฮ้อเรียกฟิล์มไปคุย แล้วผมก็ต้องดูแลเรื่องฟ้องร้อง แต่เรื่องหลักฐานชิ้นนี้เฮียฮ้อไม่ยุ่งเลย ไม่รู้เรื่องอะไรเลยคือหลักฐานชิ้นนี้ถ้าปรากฏ เรื่องที่เฮียและพี่สมรักษ์พูดก็จะปรากฏออกมาด้วย”

“เฮียตอนนี้ก็จะดูแต่เรื่องงาน ว่าอนาคตฟิล์มจะทำยังไงต่อ แต่ฟิล์มบอกเองว่าจะขอบวชก่อน อย่างเรื่องงานตอนนี้บี้(สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) ก็ได้ไปเกาหลีแทนฟิล์ม ก่อนหน้านี้ฟิล์มไปเล่นกล้ามเพื่อแสดงหนังบางกอกกังฟู ตอนนี้เลยเหลือแต่กระดูกแล้ว(หัวเราะ) แต่เรื่องบวชไม่ทราบว่าจะบวชเมื่อไหร่ แต่คิดว่าน่าจะหลังฟ้องไปแล้ว ให้จบเรื่องนี้ก่อน”

ทุ่มทุนเอาหน้ามารับเองแบบนี้ ก็เลยทำให้หลายๆ คนอดสงสัยไม่ได้ว่า งานนี้ "พจน์ อานนท์" มีส่วนได้ส่วนเสียหรือได้รับค่าตอบแทนอะไรหรือเปล่า
“ถามว่าได้อะไรจากฟิล์มหรือเปล่า คือจริงๆ ผมอยากให้สังคมรู้เท่านั้นเองว่าลูกใคร ถ้าลูกฟิล์ม เขาก็บอกอยู่แล้วว่ารับเลี้ยง แต่ถ้าไม่ใช่ก็ส่งเสีย มันต้องจบจะให้เรื่องนี้เป็นชนักติดหลังฟิล์มไปตลอดชีวิตเหรอ สังคมก็อยากรู้ ถ้ามั่นใจก็ต้องตรวจสิ”

เจ้าตัวบอก “แอนนี่ บรู๊ค” จะทำนิ่งไม่ได้ เพราะสังคมประณาม "ฟิล์ม" ไปแล้ว ปัดไม่รู้เรื่องพ่อเด็กมีชื่อนักธุรกิจฮ่องกง พร้อมด้วยนักร้องเกาหลีโผล่อีก

“ถ้าเขาบอกว่าเขาหยุดแล้วนิ่งแล้วไม่อยากยุ่งเรื่องนี้ มันไม่ได้ เพราะสังคมประณามฟิล์ม ว่าไม่รับผิดชอบ ตอนนี้เหมือนเขาตายทั้งเป็นไปแล้วนะ ถ้าไม่พึ่งศาลมันก็จะไม่จบ ก็ยังเห็นมีเอสเอ็มเอสด่าฟิล์มอยู่ทุกวัน เขาไม่รู้เรื่องทั้งหมดไง”

“ส่วนเรื่องมีชื่อนักธุรกิจฮ่องกงร่วมด้วย อันนี้ไม่รู้เรื่องเลย รวมไปถึงนักร้องเกาหลีด้วย คงต้องไปพิสูจน์เอง เพราะว่าทางทนายความทางเราก็หาข้อมูลหาหลักฐานมากกว่า เพื่อพิสูจน์ระยะนั้นเป็นยังไง ที่ผู้ใหญ่ 2 คนนั้นออกมาพูดก็ต้องหาข้อมูลในช่วงเวลานั้น ไม่มีมูลหมามันไม่ขี้ หรือเปล่า หลักฐานตอนนี้แน่น แต่ต้องรออีกจะแน่นกว่านี้กำลังรวบรวมสุดฤทธิ์สุดเดช แต่พูดไม่ได้ จริงๆ อยากพูด แต่ถ้าพูดไปต้องไปเยี่ยมผมนะ(หัวเราะ)”