วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

นิชคุณ เศร้า


นิชคุณ เศร้า!!  ขอโทษแฟนๆทุกคน และขอบคุณสำหรับความรักความห่วงใยที่ทุกคนมอบให้ ขณะที่ต้สังกัด JYP  Entertainment แถลงการณ์  ขอหยุดพักกิจกรรมทุกอย่างของนิชคุณ

สืบเนื่องจากเหตุการณ์อุบัติเหตุการเฉี่ยวชนของนักร้องดังแห่งวง  2PM  ตอนนี้นิชคุณก็ได้เผยข้อความขอโทษผ่านทางทวิตเตอร์บ้างแล้ว  โดยตัวแทน ได้อธิบายผ่านทางอีเมลว่า   ทาง JYP  Entertainment  ได้เขียนว่า ขอโทษอย่างสุดซึ้ง สำหรับความรักที่ทุกคนมอบให้กับเขา ซึ่งทางนิชคุณได้ขอพักกิจกรรมช่วงนี้เป็นการชั่วคราว เพื่อให้เขาได้ใช้เวลาทบทวนเรื่องราวและปรับปรุงจิตใจให้ดีขึ้น ก่อนที่จะกลับมาพบกับแฟนๆทุกคน 

ซึ่งต้นสังกัดบริษัท JYP  Entertainment แถลงว่าจะเคารพการตัดสินใจของนิชคุณ เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำให้นิชคุณไม่ได้เข้าร่วมคอนเสิร์ต JYP Nation ทั้งในเกาหลีและญี่ปุ่น ในเดือนสิงหาคมนี้  รวมถึงตารางงานอื่นๆ สำหรับกิจกรรมที่ได้ทำสัญญาไว้ ทางเราจะแก้ไขและให้ความร่วมมือเพื่อจะไม่ให้ใครเกิดความเดือดร้อน   ทางเราจึงขออภัยอย่าสุดซึ้งกับศิลปินของเรา และจะไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นแบบนี้อีก



“เสี่ยตา” ลั่นเหมาะสมแล้วคว้า “สื่อฯดีเด่น” บอกตนควรได้รางวัลกล้าหาญด้วยที่ยอมรับผิด

“เสี่ยตา” เห็นค้าน บอกเหมาะสมแล้วเวิร์คพอยท์ได้รางวัล “ระฆังทอง” สาขาสื่อมวลชนดีเด่น ฟุ้งที่ผ่านมาทำดีมาทั้งชีวิต ส่วนกรณี “ไทยแลนด์ฯ” ตนน่าจะได้รางวัลกล้าหาญด้วย เพราะหาไม่ได้ง่ายๆ ที่ผู้นำจะออกมารับผิด อวยคนให้ได้เป็นฮีโร่แน่นอน ด้านคณะกรรมการชี้ มีการตัดสินก่อนเกิดเรื่อง พร้อมแจงรางวัลนี้ไม่ได้ให้แต่คนดี คนไม่ดีก็ได้เช่นเดียวกัน ก่อนพูดแปลกเราพยายามไม่ซื้อขายรางวัล



เป็นข้อกังขากับการประกาศผลรางวัล ระฆังทอง(บุคคลแห่งปี) ประจำปี 2555 ถึงความเหมาะสมของแต่ละคนที่ได้รับรางวัล ว่าใช้หลักเกณฑ์อะไรตัดสิน ล่าสุดปีนี้ก็ถูกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อีก กับการมอบรางวัลให้บริษัท “เวิร์คพอยท์” ที่คว้ารางวัลสาขาสื่อมวลชนดีเด่น ประเภทองค์กรดีเด่น ไปครอง ทั้งๆ ที่ปีนี้เวิร์คพอยท์ตกเป็นข่าวอื้อฉาวอย่างหนัก ในกรณีปล่อยสาวเปลือยอกวาดภาพออกรายการ “ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์” จนโดนคนทั้งประเทศรุมจวกเละ กลายเป็นกระแสสังคมมาพักใหญ่ งานนี้บอสใหญ่ “เสี่ยตา ปัญญา นิรันดร์กุล” ได้ให้ความเห็นว่า ถือเป็นรางวัลที่เหมาะสมสำหรับองค์กรตนแล้วเพราะที่ผ่านมาทำดีมาตลอด และเมื่อผิดพลาดก็ยังลุกขึ้นมายอมรับผิด

“ตลอดระยะเวลาที่ตั้งเวิร์คพอยท์มา ทุกคนก็จะรู้จักเวิร์คพอยท์ดี ว่าจะเป็นงานที่ยึดถือศิลปวัฒนธรรมในเรื่องราวของสังคมไทย ความดีงามต่างๆ เรายึดมั่นมาตลอด เราไม่ใช่คนหน้าใหม่ ไม่ใช่คนแปลกหน้า เราคุ้นเคยกันดี ยิ่งมาได้รับรางวัลนี้ ครั้งนึงก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ก็เป็นกำลังใจให้เราครับ ที่เราได้รางวัลก็เพราะความตั้งใจในการทำงานของเราในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมนี่แหละ รองลงมาก็คงเป็นเรื่องของครีเอทีฟที่เราทำอย่างดีตลอดมา”

“กับรางวัลนี้ก็คิดว่าเราเหมาะสมแล้ว เราต้องดูภาพ อย่าไปมองในแง่เดียว ผมว่าการได้รางวัลนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก มันไม่เหมาะสมยังไงล่ะ เช่นมาสิ ลองยกตัวอย่างมา ทุกอย่างมันจบไปหมดแล้ว สิ่งต่างๆ พวกนั้นมันคืออุบัติเหตุ รางวัลนี้มันไม่ใช่เรื่องไม่เหมาะสมด้านศีลธรรม อะไรที่เป็นความรุนแรง เราก็จะเซ็นเซอร์ทั้งหมดเลย”

“ไม่เอาแล้ว ความผิดพลาดนี้เป็นความผิดพลาดที่เราเผยแพร่ไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็เผยแพร่ไปเพียงครั้งเดียว แต่คนอื่นเอาไปเผยแพร่เป็น 100 ครั้ง ถ้าจะใช้จุดของเรานี้เอามาเป็นจุดดีกับทุกหน่วยงานก็จะดีมากๆ เลย ถือเป็นสิ่งที่ดี ถือกรณีของเราเป็นอุบัติเหตุ ตั้งแต่ปีหน้าไป เราจะไม่เอาความรุนแรงอะไรที่ไม่เหมาะสมมาอีกแล้ว มันไม่คุ้มค่ากัน ถ้าพูดถึงการเสียโอกาสก็ต้องเสียโอกาส”

“เราก็คงต้องคัดกรองเรื่องของวัฒนธรรมเป็นหลักแล้วแหละ ก็ต้องเอาตามกระแสที่เป็นความต้องการ ก็อยากให้ดูที่เจตนาของเรามากกว่า จริงๆ เราก็ประพฤติดีแบบนี้มาทั้งชีวิตของเราอยู่แล้ว เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เรามากเลย แต่เราก็มองมันในแง่บวก มองว่าเป็นเรื่องดี เป็นกำลังใจให้เราไม่ประมาท”

“ตอนนี้เราก็เริ่มได้รางวัลแล้ว และก็คิดว่าจะมีรางวัลอื่นๆ อีกต่อๆ ไป จริงๆ แล้วน่าจะมีรางวัลกล้าหาญ ที่กล้าออกมายอมรับผิดของเราด้วยนะ ก็รอว่าหน่วยงานใดจะให้เรา หน่วยงานนั้นก็จะเป็นฮีโร่ทันที ก็รออยู่นะ หายากนะครับ ที่ผู้นำที่ทำผิดแล้วออกมายอมรับผิดแบบนี้ เรื่องเหมาะสมไม่เหมาะสม ผมว่าต้องไปถามกรรมการนะ ไม่ใช่ธุระของผม เราเองได้รับรางวัลมาตลอดแล้วครับ ก็ยังมีอีกหลายรางวัลรออยู่”

ด้านกรรมการตัดสิน “อำนาจ หมัดสดาย” ประธานสมัชชานักจัดรายการข่าววิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ถึงเหตุผลที่ให้รางวัลดังกล่าวกับทาง “เวิร์คพอยท์” ว่า คณะกรรมการมองภาพรวมในการทำประโยชน์ให้กับสังคม ไม่ได้ชี้ชัดไปที่จุดใดจุดหนึ่งที่ผิดพลาดไป

“ในกรณีของเวิร์คพอยท์จะต้องเรียนว่า การพิจารณาของเราใช้เวลา 1 ปี ในส่วนของการพิจารณาเราพิจารณากันหลายองค์กร จะมีในส่วนของสมาคม มูลนิธิ เขาก็จะส่งบุคคลมาพิจารณา แล้วเวิร์คพอยท์เขาไม่ได้มีแค่ส่วนรายการหนึ่งรายการใด เขามีรายการเยอะ เหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดหลังจากที่เราได้เตรียมทุกอย่างไว้แล้วประมาณ 4 เดือน พอเกิดเรื่องขึ้น ก็ไม่ได้มีใครออกมาโต้แย้ง หรืออยากจะปรับเปลี่ยนผลคะแนน”

“ต้องเข้าใจว่าคนเราทำหลายอย่าง ทำดี 10 อย่าง แต่มาเสียอย่างนึง เราก็จะไม่ไปซ้ำเติมเขา เราจะเอา 10 อย่างที่เขาทำดีมาคุย เราอยากจะให้โอกาสคนมากกว่า ยกตัวอย่างกรณีเราให้รางวัล คุณเก่ง เมธัส สวนศรี อันนี้เราเป็นตัวนำร่อง เราเอานาย ก. นาย ข. มารับรางวัล คนก็จะมองไม่ออก แต่เราให้รางวัลกับเขา เพื่อที่จะให้สังคมได้รู้ว่า คนที่ไม่ดี เราสามารถให้โอกาสเขา ให้หนทางเขาที่จะคิดทำดี เราไม่ได้เลือกเอาส่วนไม่ดีมาพิจาณา แต่ในบางครั้ง เราดูว่าถ้าบุคคลหนึ่งบุคคลใดอาจทำไม่ดีมาก่อน พอได้รางวัลเขาก็อาจจะเกิดอยากทำดีก็ได้ เราอยากได้ความหลากหลาย เพราะเราให้โอกาสคน”

“เราพิจารณาในส่วนที่ดี ส่วนที่เขาเจตนา ถ้าเขาทำไม่ดีอยู่แล้ว แล้ววันนึงเราเกิดทำไม่ดี เรายิ่งไปว่าเขาซ้ำต่อไป ใครจะอยากทำดีล่ะครับ เช่นเดียวกัน ทั้ง 2 กรณี เราให้โอกาสคนมากกว่า มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะมองว่า มันค้านกับสังคม เกณฑ์ในการตัดสิน”

“ผมย้อนถามว่า ถ้ามีสถาบันนึงบอกเกณฑ์ในการตัดสินให้รางวัล ถ้าพวกคุณรู้ คุณก็จะส่งประวัติเพื่อให้ตัวเองได้รางวัล กลับกัน ถ้าเขาเอาชื่อคุณไปพิจารณา แล้วคุณก็ได้รับเลือกจากการเสนอชื่อ ถามว่าคุณจะภูมิใจอันไหน มันมีกระบวนการ ชมรม สมาคมต่างๆ เขาก็จะไปเลือกเฟ้นของเขา แล้วส่งมาให้เราพิจารณา เลยทำให้บางคนไม่รู้ตัว ว่าตัวเองได้ได้อย่างไร แล้วเราเองพยายามจะไม่ซื้อขายรางวัล เราอยากบอกว่ารางวัลนี้ไม่ใช่รางวัลที่จะให้กับคนดีเท่านั้น คนไม่ดีก็ได้รับรางวัลของเราได้ แต่ที่สำคัญคนนั้นต้องทำดี”

ขอบคุณข่าวแซ่บจากผู้จัดการออนไลน์

“ซูซี่” โผล่โต้หนีคลอดลูกเมืองนอก บอกเลิก “เจมส์” สอนให้รู้ว่า อย่าไร้เดียงสากับความรัก

“ซูซี่” บินกลับไทย ปัดหนีไปเมืองนอก เพราะท้อง-อกหัก แจงไปเรียน ยันไม่คิดลาวงการ กลางปีหน้ามีละคร รับยังรัก “เจมส์” แต่ไม่รีเทิร์นแน่นอน พร้อมแย้มความรักครั้งที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า เป็นผู้หญิงอย่าไร้เดียงสากับความรัก



หลังจากที่อยู่ๆ นางแบบ-นักแสดงสาว “ซูซี่ สุษิรา แน่นหนา” หายหน้าหายตาไปจากหน้าจอ ในขณะที่มีกระแสข่าวว่าเจ้าตัวเลิกรากับแฟนเก่าหนุ่ม “เจมส์ แม็กกี้” เพราะฝ่ายชายหันไปคบนางแบบ “ฟลอเรนซ์ วนิดา เฟเวอร์” เลยหนีไปเมืองนอก พร้อมด้วยกระแสข่าวว่า ท้องเลยหลบไปคลอดและเลียแผลใจ เล่นอยู่ดีๆ หายไปกะทันหัน หนำซ้ำยังทิ้งข่าวฉาวไว้ตู้มใหญ่ ทำเอาแฟนละครตกอกตกใจ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีใครได้ฟังจากปากของซูซี่เอง ล่าสุด เจ้าตัวบินกลับเมืองไทย เพื่อมาร่วมงาน “Lactacyd White Intimate” ในฐานะพรีเซนเตอร์ ซูซี่จึงขอเคลียร์ทุกประเด็นฉาว

“ตอนที่ไปอยู่น่าจะประมาณ 2 เดือนแล้วค่ะ ตอนนี้แฮปปี้ค่ะ แต่แฮปปี้ตั้งแต่ก่อนที่จะไปแล้ว หลายคนเป็นห่วงก็รู้สึกขอบคุณค่ะ ตอนนี้หนูแข็งแกร่งแข็งแรงมากขึ้น กระแสเยอะมาก ทั้งท้องทั้งอกหัก ก็ค่ะ ก็ข่าวเป็นข่าวที่ออกมาตอนที่เราเลิกกันไปได้ 4 เดือนแล้ว ซึ่งตอนนั้นก็รู้สึกโอเคแล้ว”

“แล้วข่าวที่ออกมาอย่างเช่นท้อง หนูก็ได้ยินมาจากพี่หน่อง (อรุโณชา ภาณุพันธุ์) พี่หน่อง เล่าให้ฟัง หนูก็ตกใจ แล้วก็แอบขำนิดนึง ว่า ทำไมถึงมีข่าวแบบนี้ออกมา หนูก็เลยถามเขาพี่หน่อง เขาก็อธิบายให้ฟังว่าวัฒนธรรมไทย ถ้ามีอะไรแบบนี้ ถ้าท้องอะไรแบบนี้ ก็จะหนีไปต่างประเทศ หนูก็จริงเหรอ มีแบบนี้ได้ด้วยเหรอ ไม่เข้าใจ แต่พอฟังก็เข้าใจแล้วก็ไม่เป็นไรค่ะ”

“ไม่ได้รู้สึกพารานอยด์ เพราะว่าที่ไปต่างประเทศ เรามีแพลนไปเรียนต่ออยู่แล้ว แพลนไว้ตั้งแต่เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะได้เล่นละคร พอมีโอกาสกับพี่หน่อง พี่หน่องก็บอกว่าลองไปถ่ายละครดู หนูก็เลยโอเคๆ ยังไม่ต้องไปเรียนแล้วกัน ลองมาถ่ายละครกันก่อน ก็ไปเรื่อยๆ จนเวลามันผ่านไป แล้วสัญญาก็หมดเมื่อประมาณปีที่แล้ว”

“แต่ตอนแรกก็ไปจะแล้วเมื่อปีที่แล้ว แต่ว่าพี่หน่อง บอกว่า อาตู่ (นพพล โกมารกุล) มีละครให้ เราก็เลย อุ้ย ลองถ่ายละครให้อาตู่หน่อย เป็นละครมุกเหลี่ยมเพชร แล้วพี่หน่อง บอกว่า เป็นละครแอกชันบู๊ด้วย หนูก็จริงเหรอ งั้นเราอยู่ต่อเพื่อที่จะถ่ายละครให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไป”

“และที่กลับมาครั้งนี้จริงๆ แล้ว คือ หนูกลับมางานวันนี้โดยเฉพาะเลย แล้วเดี๋ยวต้องบินกลับแล้ว เพราะว่าเดี๋ยวต้องไปเรียนต่อ เพราะว่าหนูไปเรียนคอร์สแบบอัด คือ จากหนึ่งปีหนูไปเรียนสามเดือน เป็นคอร์สกราฟฟิกดีไซน์จันทร์ถึงศุกร์ ห้าโมงเย็น ช่วงเสาร์อาทิตย์ ก็ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย นอกจากทำการบ้าน ตอนนี้เรียนแค่สามเดือนก่อนที่จะคิดต่อไปว่าอยากเรียนอะไรต่อค่ะ”

ยันยังไม่คิดลาวงการ

“ยังไม่ลาวงการบันเทิงค่ะ คิดถึงเมืองไทยมาก คิดถึงแฟนๆ คิดถึงครอบครัว คิดถึงบ้าน คิดถึงหลายๆ อย่าง แต่โชคดีที่อยู่ที่นู้นไม่เหงา เพราะว่าหนูมีเพื่อนที่อยู่ไฮสคูลเลยไม่ค่อยเหงา แต่ว่าก็คิดถึงครอบครัวค่ะ คิดถึงทุกคนที่นี่ คิดถึงกับการทำงานในวงการด้วย แต่เดี๋ยวกลับมาก็จะมีละครแล้วค่ะ แพลนไว้ว่า ถ้ากลับมาก็จะมาทำงาน คาดว่าน่าจะเป็นกลางๆ ปีหน้าค่ะ ก็เป็นละครของพี่หน่องเหมือนเดิม”

บอกเพิ่งรู้ “เจมส์-ฟลอเรนซ์” เลิกกันแล้ว ยันโนรีเทิร์น

“ก็เพิ่งมีคนบอกค่ะ เมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรค่ะ ก็อยากให้เจมส์ไปกันด้วยดี เราก็มีการคุยๆ กันบ้าง เขาก็ถามๆ ว่าเรียนเป็นไงบ้าง อยู่ที่นั้นเป็นไงบ้าง (เหมือนง้อหรือเปล่า?) ก็ไม่นะคะ ก็แค่ถามว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง ที่นั้นเป็นอะไรบ้าง ก็ตอบไปว่าไม่มีเวลาว่างเลย เรียนหนักมาก แต่ไม่รีเทิร์นแน่นอนค่ะ เพราะจากที่เราโสด เรารู้สึกว่าเราแฮปปี้กว่า”

“ซึ่งความรักครั้งที่ผ่านมาคือสอนให้เรารู้เลย ว่าเราเป็นผู้หญิง อย่าไร้เดียงสาเกินไปกับความรัก เราต้องเข้าใจว่าชีวิตอะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าเราเป็นอะไรขึ้นมา แน่นอนเราต้องเศร้า แต่ยังไงเราก็ต้องเดินหน้าต่อไป ต้องเข้มแข็งขึ้นค่ะ ยอมรับว่าช่วงแรกฟูมฟายค่ะ เพราะว่าตอนนั้นเรารักเขามาก ความรู้สึกตอนนี้ก็ยังรักค่ะ แต่ว่าเราไม่ได้รักเขาแบบเป็นแฟนแล้วตอนนี้รักแบบเป็นเพื่อนมากกว่า เพราะว่าเราผูกพัน เป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่อายุ 7 ขวบ”

บอกตอนนี้โสดสนิทอยู่กับตัวเองแฮปปี้ดี

“ตอนนี้โสดสนิทค่ะ ไม่เข็ดเรื่องรัก แฮปปี้ รู้สึกว่าแฮปปี้เวลาได้อยู่กับตัวเอง อยู่ที่โน่นก็มีคนมาจีบบ้าง ก็ต้องมีคนคุยบ้าง ก็ต้องทำความรู้จักกับคนทั่วๆ อยู่แล้ว แต่ก็เหมือนกับว่าเป็นเพื่อนๆ มากกว่า แต่เอาจริงๆ ตอนนี้ยังไม่อยากมีแฟนนะ อยู่กับตัวเองแล้วรู้สึกแฮปปี้ ไม่ต้องมาคิดมากเรื่องคนอื่น”

ขอบคุณข่าวแซ่บจากผู้จัดการออนไลน์

COWAY เตรียมจัด Fan Meeting เฟ้นหาแฟนๆ 100 คน ร่วมสร้างเวลาแห่งความประทับใจกับหนุ่ม "นิชคุณ"


COWAY เตรียมจัด Fan Meeting เฟ้นหาแฟนๆ 100 คน ร่วมสร้างเวลาแห่งความประทับใจกับหนุ่ม "นิชคุณ"

ในช่วงค่ำๆ ของวันที่ 27 กรกฏาคมที่ผ่านมา Official Fan Page ของผลิตภัณฑ์เครื่องกรองน้ำจากเกาหลี "Coway" ที่ได้หนุ่ม นิชคุณ สมาชิกวง 2PM มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้นั้น ได้โพสต์ภาพข่าวกิจกรรม "Meet and Greet with Nichkhun" โดยแฟนๆ ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมงานนี้มีแค่ 100 คนเท่านั้น


งานนี้ทาง Fan Page ยังไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมแต่อย่างใด สำหรับแฟนๆ หนุ่มนิชคุณ ก็คอยติดตามความคืบหน้ากันนะคะ ^^

ข้อความจาก Coway Official Fan Page


COWAY Fan Meeting 2012
เฉพาะ 100 ท่าน มาร่วมกันสร้าง "เวลาแห่งความประทับใจกับ" นิชคุณ หรเวชกุล
ติดตามเงื่อนไขและรายละเอียดได้ที่ http://www.facebook.com/cowaythailand



ข่าวเกาหลี by www.VelawanG.com
หากนำข่าวไปเผยแพร่ กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยค่ะ ^^

BIG EP16 ซับไทยตอนอวสาน คนที่กิลดารันยิ้มให้ จะเป็นใครกันแน่??


BIG EP16 ซับไทยตอนอวสาน คนที่กิลดารันยิ้มให้ จะเป็นใครกันแน่??



ข่าวเกาหลี by www.VelawanG.com
หากนำข่าวไปเผยแพร่ กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยค่ะ ^^

"อั้ม" ปัดไม่รู้ "แอมป์" เคยขอหมั้น "ตาล กัญญา"


"อั้ม" ปัดไม่รู้ "แอมป์" เคยขอหมั้น "ตาล กัญญา" บอกอีกฝ่ายเลิกกันมา 4 ปีแล้ว จะฟื้นฝอยหาตะเข็บก็ไม่ใช่เรื่อง ก่อนเผยอีกไม่นานแอมป์คงออกงาน โบ้ยให้รอถามกับเจ้าตัวเอง รับเบื่อต้องตอบเรื่องเดิมๆ

     

ระยะหลังนางเอก "อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ" เริ่มจะเปิดตัวกับหนุ่มคนสนิทอย่าง "แอมป์ พิธาน องค์โฆษิต" มากขึ้น ทั้งควงกันไปไหนมาไหน แล้วฝ่ายชายยังเคยส่งดอกไม้พร้อมข้อความ "รักเสมอ" มาให้ในงานอย่างเปิดเผย แม้ว่าที่ผ่านมาสาวอั้มจะยังไม่ยอมรับว่าใช่หวานใจคนใหม่หรือไม่ แต่ก็เรียกได้ว่าหนุ่มแอมป์มาวินที่สุดแล้วในตอนนี้ ล่าสุด กลับมีข่าวออกมาสะเทือนความสัมพันธ์เบาๆ เมื่อนักแสดงสาวจากวิกหมอชิต "ตาล กัญญา รัตนเพชร" ออกมายอมรับว่า แอมป์เคยขอตนหมั้นสมัยที่ยังคบกัน ก่อนจะออกตัวแทนว่าฝ่ายชายคงพูดเล่นๆ มากกว่า ถามเรื่องดังกล่าวไปยังอั้ม เจ้าตัวก็ปัดไม่ทราบเรื่อง
     
"อั้มไม่ทราบเรื่องนี้เลยค่ะ แล้วก็ไม่ทราบค่ะ วันหนึ่งก็คงสัมภาษณ์ถึงแอมป์แล้วกัน เพราะว่าอั้มก็คงตอบแทนใครไม่ได้ ไม่เคยได้ยินข่าวนี้ค่ะ เพื่อนๆ ก็แซวเขา เขาก็บอกว่าไม่เคย เลยไม่รู้ เลยไม่สามารถตอบแทนใครได้จริงๆ ซึ่งจะขอหมั้นกันก่อนมาคุยกับอั้มหรืออะไร อันนี้อั้มไม่ซีเรียสเลย แล้วมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับอั้ม เพราะมันผ่านมา 4 ปีแล้ว แล้วจะไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ มันก็ไม่ใช่เรื่องนะ"
     
ความสัมพันธ์ตอนนี้ เป็นอย่างไรบ้าง?
     
"ซึ่งความสัมพันธ์ตอนนี้ก็เรื่อยๆ ก็คุยกันอยู่เป็นเพื่อนกัน กับแอมป์จริงๆ เรารู้จักกันมาปีกว่าแล้ว ก็ไม่ได้ปิดบัง ไปไหนกับเพื่อนก็ไปปกติ ไม่มีอะไรเลย ยังไม่ใช่แฟนใหม่ค่ะ"

มีการตกลงกับแอมป์แล้วใช่มั้ยว่าไม่อยากพูด?

"คือจริงๆ แล้วจากครั้งที่แล้วนู้น แล้วอั้มบอกแล้วว่าอั้มไม่เคยเปิดเผยอีกเลย ก็ยังยืนยันคำเดิมเหมือนเดิมจากปีกว่าๆ ที่แล้วว่าจะไม่เปิดก็ไม่เปิดค่ะ แต่ก็จะไม่ปิดบัง ก็ยังไปนู่นไปนี่ปกติค่ะ ถ่ายมาได้ก็ถ่ายสิคะ"
     
"มีข่าวเขาก็ไม่เคยพูดอะไรค่ะ คืออยากจะบอกว่ามีคนคุยแล้ว"

แต่ไม่ใช่แอมป์?

"คือไม่อยากพูดอะไรเลยเอาอย่างนี้ดีกว่า แต่มีคนคุยแล้วค่ะ ก็คงไม่ถึงขนาดแต่งงานถึงเปิดหรอกคะ ก็เบื่อนะที่ต้องตอบคำถามเดิมๆ แต่ทำไงได้"

ที่มา: http://www.khanpak.com/entertainment/

ไขความลับ จากหน้ากากโบราณ ชาวมายัน ? ตอนที่ 1



หน้ากาก และ วัตถุโบราณ มีอายุประมาณ 1,200 ปี ในห้องขนาดเล็กที่เพิ่งพบใหม่ ใต้ปิระมิดศักดิ์สิทธิ์ ในเขตขุดค้นซุลตัน เมืองตีกัล เมืองโบราณของเผ่ามายา ในเขตเอลเปเตน ประเทศกัวเตมาลา เปิดเผยโดยนักโบราณคดี เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2555







     ตีกัล (Tikal หรือ Tik’al) คือซากเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่สุดของอารยธรรมมายา  ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ ยูเนสโก เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่ง  สถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่ภายในเมือง ซึ่งเก่าแก่ที่สุด  มีอายุตั้งแต่ 400 ปีก่อนคริสตกาล  ช่วงเวลาที่เมืองเจริญถึงขีดสุด คือ ค.ศ. 200 ถึง ค.ศ.900 เรียกว่าเป็นยุคคลาสสิก







ช่วงนั้นเมืองตีกัลเป็นศูนย์กลางทั้ง การปกครอง เศรษฐกิจ และการทหาร หลังสิ้นสุดยุคคลาสสิก ไม่มีสิ่งก่อสร้างขึ้นใหม่  สถานที่บางแห่งถูกเผาทำลาย จำนวนประชากรได้ลดลง และในที่สุดเมืองก็ถูกละทิ้งในปลายศตวรรษที่ 10 อย่างเป็นปริศนา มาจนถึงทุกวันนี้








จากบทความ เผยภาพหลักฐานโบราณชิ้นใหม่ ที่เชื่อว่าชาวมายาติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว


        หน้ากากและวัตถุโบราณ ที่ผมจะนำมาพูดถึง และวิเคราะห์ ถอดรหัสตามแนวทาง การวิจัยของ

ฅนค้นผีโปรเจ็คท์ ก็คือ เหล่าหน้ากากศิลา ที่ เหมือนมนุษย์ต่างดาว ...อย่างที่ใครต่อใครได้เห็นผ่านมาแล้ว...





ข้อความต่อไปนี้ จะเป็นบทวิเคราะห์ จาก ฅนค้นผีโปรเจ็คท์ ...ซึ่งอาจจะขัดเคืองกับความรู้ดั้งเดิม ความรู้ใหม่ ของนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี ทั้งหลาย ก็ต้องกราบขออภัย ไว้ล่วงหน้า ...



หน้ากาก หรือ รูปหน้า ... ชาวมายัน เขาจะประดิษฐ์ และ ทำขึ้นมา เพื่อแทนบุคคลที่เขาเคารพ ...วัตถุเหล่านี้ เสมือนรูปเคารพ แทนเทพ ผู้ที่เคยลงมาเยือนโลกมนุษย์ .... คล้ายๆกับที่เราปั้นรูปพระเกจิ ที่เราเคารพนับถือ เอาไว้สักการะ ...





เพราะ วัตถุมงคลเหล่านี้ ไม่ได้พบเห็นโดยทั่วไป หากแต่มีจำเพาะเจาะจง อยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ของอาณาจักร ....



และ บนหน้ากาก และ ใบหน้า หรือ รูปปั้น  มักจะมีลวดลาย สลักเรื่องราวต่างๆเอาไว้ ...ซึ่งเรื่องราวที่จารึกไว้ จะแสดงเหตุการณ์สำคัญของผู้นั้น

















หน้ากาก มีทั้งแบบที่ ไม่มีรู มีรูเดียว และ มี 2 รู



วันนี้ ขอวิเคราะห์ ภาพต่อไปนี้ครับ







เป็นภาพแรก ที่ผมนำมาวิเคราะห์

...ภาพนี้ ใครๆที่เห็น ก็มองออกว่า ...เป็นภาพ จานบิน ..หรือ UFO !!





ผมแกะลายเส้น ได้ภาพ คนนอนพนมมือ ...แต่ภาพนี้  น่าจะเป็น ผู้นำ หรือ ผู้มีเชื้อสายมาจากฟ้า ...

...หมดอายุขัย...หรือ ตายแล้ว ...ภาพเส้น ที่ดวงตาหน้ากาก  บอกว่า ...เขาหลับตา ... การนอนพนมมือ...เหมือนกับ ชาวพุทธ นะ....!!  ใช้สัญลักษณ์ ... การพนมมือ ... สื่อให้เราทราบว่า เขาใช้การทักทาย ด้วยการพนมมือ .... หากเราไปดู การทักทายของชาวอินเดียแดง ...จะไม่ใช้ การไหว้...









ภาพเส้นสีฟ้า แสดงขอบเขต บอกว่า ภาพชุดนี้ อยู่ในเรื่องราวเดียวกัน ....





ลงลายเส้นและสี ในส่วนที่เกี่ยวข้อง และ ขอแปลความเป็นไปตาม ลำดับหมายเลข ...ขอรับ



หมายเลข 1 เส้นสีฟ้า เป็นเส้นที่ไม่มีรอยตัด รอยต่อ .. หากพิจารณาจาก ภาพโดยรวม จะเห็นเป็นภาพ จานบินUFO ลอยอยู่เหนือ ร่างสวมหน้ากาก ซึ่งนอนพนมมืออยู่บนพื้น...พื้น  หรือ เบื้องล่าง น่าจะหมายถึง พื้นผิวโลก .... เส้นสีฟ้า นี้ บ่งชี้ว่า  สิ่งต่างๆที่ปรากฎอยู่ภายในวงเส้นสีฟ้า คือ ระบบเดียวกัน ...



หมายเลข 2 ผู้สวมหน้ากาก น่าจะเป็น เพศชาย สังเกตได้จาก หน้ากากมีลักษณะคล้ายเครายาว ออกจากปลายคาง มองดูแล้ว ไปคล้ายคลึงกับ หน้ากากของ ไอยคุปต์  !!

     











ภาพเคราที่ปลายคาง บ่งบอกว่า เป็นเพศชาย เปรียบเทียบกับภาพ ของอารยธรรมไอยคุปต์







  ชายผู้นี้ น่าจะตายแล้วล่ะ ...ถูกจัดท่านอนเหยียดตรง พนมมือ อยู่หน้าอก ...อาการพนมมือ...เหมือนจะบ่งบอกว่า ...เป็นผู้มาจากอารยะธรรมตะวันออก  ที่รู้จักการไหว้ .... เรานึกไปถึง ศพมัมมี่ ของอียิปต์ จะใช้การวางมือประสานกันที่หน้าอก ...หรือ ที่หน้าท้อง หรือไม่ก็ เหยียดตรง ข้างลำตัว....

คนผู้นี้ น่าจะเป็น ผู้นำ หรือ หัวหน้า หรือ ชนชั้นปกครอง ที่ไม่ใช่ชาวอินเดียนแดงพื้นเมือง เพราะเขาเหล่านั้น ไม่ใช้การไหว้ แต่น่าจะใช้ การแลบลิ้น ในการทักทาย...!!



หมายเลข 3 เส้นสีส้ม ซึ่งมีอยู่ด้านซ้ายและขวา เป็นเสมือนสะพาน หรือ พลังงาน อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำหน้าที่เชื่อมต่อ ระหว่าง มิติโลกมนุษย์ กับมิติที่กำลังลอยลำอยู่เหนือร่างดังกล่าว



หมายเลข 4 เส้นสีเหลือง เป็นส่วนที่ยื่นต่อออกมาจากขอบ ของจานบินUFO เป็นอุปกรณ์จากต่างมิติ ที่ยื่นลงมาเชื่อมต่อกับ อุปกรณ์เชื่อมของมิติโลก



หมายเลข 5 เส้นสีเหลืองกั้นขอบเขต ระหว่าง มิติสวรรค์กับมิติโลก   อาจจะงงๆ ...ไหนว่าเป็น ยานต่างดาว หรือ UFO ...แล้ว ทำไม...ถึงโผล่มาสวรรค์... ดูคำเฉลย ในหมายเลข 6 ...ขอรับ



หมายเลข 6 ทีแรกก็เข้าใจว่าเป็นเพียงลวดลายของจานบิน .... หากเป็นการเขียนลวดลาย เส้นหมายเลข 6 น่าจะมาบรรจบกับ เส้นหมายเลข 4 ....พิจารณาดูแล้ว  เหมือนเป็นเจตนา จะเขียนให้แยกจากกัน .... และ ทำเป็นเหมือนขั้นบันได ..นับได้ 5 ขั้น ...และพอถึงขั้นที่ 5 ก็จะมีเส้นแบ่งเขตแดน มากั้นเอาไว้ ....

ซึ่ง ตรงจุดนี้แหละ ทำให้รู้ว่า ....จะต้องผ่าน 5 ขั้น จึงจะถึง ชั้นบน ซึ่งมองดูแล้วเหมือน ห้องนักบินหรือห้องบังคับการ ของยานUFO ...  นั่นหมายถึง จุดหมายปลายทางของร่างๆนี้ อยู่ชั้นบนสุด ..ซึ่งเป็นชั้นที่ 6 ...ก็มาสอดคล้องกับ ...ภพภูมิสวรรค์ ซึ่งมีทั้งหมด 6 ชั้น !!



หมายเลข 7 เหมือนช่องหน้าต่าง รูปทรง สามเหลี่ยม ซึ่งมีอยู่ทั้งสองด้าน   สามเหลี่ยมนี้ แสดงถึง ยานUFO หรือ ยานต่างมิติ ที่มีรูปทรงสามเหลี่ยม เป็นพาหนะ ที่ใช้เดินทาง ระหว่างสวรรค์แต่ละชั้น



หมายเลข 8 เส้นกั้น แสดงขอบเขต ของสวรรค์ชั้นที่ 6



หมายเลข 9 เหมือนหอคอย 3 ขา ...แต่เสากลาง จะแสดงลักษณะเหมือนบันได  มีความแตกต่างจากขาซ้ายและขวา จึงได้รู้ว่า  ไม่ใช่ หอคอย 3 ขา   หากแต่เป็นการบอกให้ทราบว่า สวรรค์ชั้นนี้ แบ่งออกเป็น สองฝ่าย มีเสากลางเป็นทางขึ้น ...ขณะวิเคราะห์ (เที่ยงคืน) ฝนตกแรงมาก....

และ ก็ไปสอดคล้องกับ สวรรค์ชั้นที่ 6 ที่แบ่งเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายเทวะ และ ฝ่ายเทวะมาร ..!!



หมายเลข 10 แสดงบรรยากาศ ของชั้นฟ้า ตามภพภูมินั้น



หมายเลข 11 แสดงช่องเปิดของมิติสวรรค์ ในอวกาศ อันไกลโพ้น อันที่จริงน่าจะเป็น

ต่างมิติอันไกลโพ้น



หมายเลข 12 และ หมายเลข 13  แสดง จักรวาลอื่น ซึ่งจะแสดงไว้เป็นลักษณะของดวงดาว

ซึ่งมีดาวบริวาร ลอยอยู่รอบๆ



    สนุกไหมครับ ...การถอดรหัส ... ก็อ่านๆไป ให้เหมือนกับอ่านนิยาย นะขอรับ  ... !!



หากเป็นไปตามที่ ถอดรหัส ... ก็แสดงว่า ...บุรุษผู้นี้ มีที่ไปคือ สวรรค์ชั้นที่ 6 ...และ คิดในมุมกลับ  ก็แสดงว่า เขาผู้นี้เป็น ผู้มาจาก สวรรค์ชั้นที่ 6 ...หากชอบ ความรุนแรง ชอบก่อสงคราม ก็แม่นแท้ ....มาจากฝ่ายเทวะมาร แน่นอน ...!!

เพราะ ในอดีต พระยามาร ...ผู้เป็นใหญ่ในฝ่ายเทวะมาร บนสวรรค์ชั้นที่ 6 ได้ยกพล ลงมาท้ารบกับ พระพุทธเจ้า ...จนเกิดเป็น พระพุทธรูปปางมารวิชัย หรือ ปางสะดุ้งมาร  บางทีก็เรียกปางปราบมาร ....



    จากภาพข้างต้น ทำให้เราเห็นว่า สวรรค์ ได้แปลงข้อมูล ให้ออกมา เป็นรูปธรรม .!!..ในลักษณะของ จานบินหรือUFO และมีการลงมาอยู่ร่วมกัน กับ มิติโลกมนุษย์  โดยลงมาถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี ให้กับชาวโลก ...ดูๆไปแล้ว ช่างไม่แตกต่างอะไรกับ ภาพเขียนที่ผาแต้ม ซึ่ง ฅนค้นผี ได้วิเคราะห์เอาไว้ ใน มนุษย์ต่างดาวผาแต้ม ภาค 1  ....



    คำว่า รูปธรรม ...คือ ให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ ... จาก กายหยาบของมนุษย์ ... จึงเป็นเหตุให้ ต้องลง มาอยู่ร่วมกับ มนุษย์โลก ในภพภูมิของมนุษย์ ...แต่จะอยู่ในฐานะของ ผู้ที่เหนือกว่า ... เช่น เป็นผู้ปกครอง  เป็น เทพ ที่มนุษย์ต้องเคารพบูชา .... และ เขาเหล่านี้ มักจะอยู่เบื้องหลัง หน้ากาก ...เพราะ การมีกายละเอียด ทำให้มีลักษณะ ของร่างกายที่แตกต่างจาก เหล่าสัตว์ที่อยู่ใน มนุษยภูมิ  ...

















































ภาพจาก http://www.vcharkarn.com/vblog/115262/4











ภาพจาก http://www.vcharkarn.com/vblog/115262/4



หน้ากาก และ ชุดพิเศษ จึงเป็นสิ่งจำเป็น อย่างยิ่ง ....แต่ เทพองค์ใด ที่เริ่มหมดพลัง หรือ ที่เรียกว่า หมดบุญ ก็จะมี ร่างกาย ที่หยาบขึ้น ...  การที่พลังลดลง ก็มีสาเหตุมาจาก หลายประการ เช่น การที่มีจิตใจฝักใฝ่ในกิเลส ตัณหา   การยินดีเมื่อได้กระทำการ อันเบียดเบียนผู้อื่น  ไม่ว่าจะเป็น ทางกาย ทางวาจา หรือ ทางใจ  การใกล้จะหมดอายุขัย ตามวาระ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน  รวมถึง การมีผลของ อกุศลกรรม มาตัดรอน ...ก็จะมีผลต่อ การสูญเสียพลังงานเช่นกัน ...!!



    อาจจะมีข้อสงสัย ว่า ทำไม เทพเหล่านั้น จึงกระทำการเช่นนี้ ... มี 2 สาเหตุหลัก ...ต้องบอกไว้ก่อนนะ อย่าเพิ่งหาว่า ผมเพี๊ยนจัด ...ซึ่งอันที่จริง ก็ บ้ามาตั้งนานแล้ว ...ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ  ...และ อย่าคาดคะเนว่าเป็นผู้มีญาณวิเศษ ใดๆ ทั้งนั้น ...!! ...เพราะการที่กล้าฟันธง ไปล่วงรู้ความคิด ของ เทวดา เหล่านั้น เกิดจากการศึกษา ครับผม .... ว่าต่อ...



    สาเหตุแรก เกิดจากความคิด ที่อยากแสวงหาชีวิต อมตะ !! ...  ความกลัวการเปลี่ยนแปลง ...ทั้งที่อาจจะเคยได้ยินได้ฟัง เรื่อง ราวของ ...อนิจจัง ... หรือความไม่เที่ยงแท้ ของทุกสรรพสิ่ง  ...แต่ เขาเหล่านั้น ก็ไม่เชื่อ ...  กลับคิดและเชื่อตามความเห็นของตนเอง ว่า ... วิธีการลงมาสถิตย์ บนมนุษยภูมิ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง....



    สาเหตุที่สอง เกิดจาก ต้องการลงมาสร้างบุญ !! ...เพื่อเพิ่มพลังให้กับตนและบริวาร  เทพกลุ่มนี้ รู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่งเป็นอย่างดี  รวมทั้งรู้วิธีที่จะต่ออายุขัยของตน จึงต้องลงมาถ่ายทอดความรู้ อันเป็นวิทยาทาน ให้แก่เหล่าสัตว์โลก ที่ยังไร้อารยะธรรม ... และการเพิ่มอายุขัย ของเขาเหล่านั้น ก็เกิดจากความกลัว เช่นกัน ....กลัวความลำบาก  กลัวที่จะต้องเกิดมาในยุคสมัยที่ป่าเถื่อน  กลัวว่าตนจะมาเกิดในช่วงกลียุค  กลัวว่าจะไม่ได้เกิดในยุคพระศรีอารย์   และอีกสารพัดความกลัว...



ยังมีต่อ ..














ที่มา :http://www.vcharkarn.com/vblog/115262/26

____________________

เครดิต : ยรรยง สินธุ์งาม ฅนค้นผี yanyong007@windowslive.com

________________________________



อ้างอิง :

________________________________